posttoday
ตัดสิทธิตลอดชาติ ระเบิดเวลา รธน.

ตัดสิทธิตลอดชาติ ระเบิดเวลา รธน.

23 กรกฎาคม 2558

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการเรียบร้อย

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการเรียบร้อย หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นที่จะขยายเวลาการทำงานออกไปอีก 30 วัน ซึ่งเท่ากับว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่เกินวันที่ 22 ส.ค. ก่อนที่ สปช.จะลงมติเห็นชอบหรือไม่ในช่วงต้นเดือน ก.ย.ต่อไป

ความคืบหน้าของการเขียนรัฐธรรมนูญเวลานี้ เรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์ไปแล้วประมาณ 75% โดยได้ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปแล้ว 3 ภาค ประกอบด้วย 1.พระมหากษัตริย์และประชาชน 2.ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี 3.หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ส่วนอีก 25% ที่เหลือ คือ เนื้อหาในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง รวมไปถึงบทเฉพาะกาล ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้มีความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ค่อนข้างมาก

อย่างเช่นเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ปรากฏว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ เห็นชอบในหลักการว่าจะลดเนื้อหาและจำนวนมาตราลงให้เหลือประมาณ 5-6 มาตรา จากเดิมที่มีกว่าสิบมาตรา ส่งผลให้ต้องเขียนเนื้อหาในส่วนนี้ใหม่ทั้งหมด พร้อมกับต้องบัญญัติด้วยว่าจะให้การปฏิรูปประเทศในเรื่องใดอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเฉพาะภาค 4 และบทเฉพาะกาลเท่านั้นที่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแม้แต่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วกลับมีความสนใจและมีนัยทางการเมืองไม่แพ้กัน

เนื้อหาที่ว่านั้น คือ บทบัญญัติว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะของต้องห้ามของผู้สมัครเลือกตั้ง สส.

คุณสมบัติของ สส.ในที่นี้จะผูกโยงไปถึงคุณสมบัติและลักษณะของผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย จึงไม่แปลกที่เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมา

คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดคุณสมบัติดังกล่าวเอาไว้ที่มาตรา 111 มีสองส่วนที่กำลังเป็นประเด็นในทางการเมือง ประกอบด้วย

มาตรา111 (8) ระบุว่า “บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมไม่มีสิทธิสมัคร สส.”

มาตรา 111 (15) ที่ระบุว่า “บุคคลที่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ไม่มีสิทธิลงสมัคร สส.”

ทั้งสองมาตราส่งผลให้ตีความว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 และ 109 จะถูกตัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้หรือไม่

มองลึกลงไปในตัวอักษรที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เขียนออกมา เป็นไปได้สูงที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต เนื่องจากยิ่งลักษณ์ถูกถอดถอนโดย สนช.ในข้อหาส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่จากกรณีดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว

แต่กรณีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ยังอยู่ในสภาพ 50/50 อยู่ ก้ำกึ่งจะโดนตัดสิทธิตลอดไปหรือไม่

เมื่อประเด็นเหล่านี้ออกมาทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองไม่น้อย หลังจากเริ่มมีการจุดกระแสว่า คำว่า “เคย” โดยเฉพาะในมาตรา 111 (8) ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสภาพบังคับและครอบจักรวาล
กล่าวคือ แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้รับโทษ คือ การห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาครบ 5 ปีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้

กระนั้นล่าสุดคณะ กมธ.ยกร่างฯ มีความเห็นร่วมกันที่จะกำหนดลงไปในบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่ามาตราดังกล่าวจะตัดสิทธิเฉพาะผู้ที่เป็นตัวการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตตลอดไปเท่านั้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้ถูกใบแดงจนนำไปสู่การยุบพรรค ไม่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากเหตุของการยุบพรรค

ในทางกลับกัน แม้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเขียนไว้ในเจตนารมณ์ให้มีความชัดเจน แต่ว่าไปแล้วไม่ได้เป็นหลักประกันในการคืนสิทธิให้กับบ้านเลขที่ 111 และ 109 เท่าไหร่นัก เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

เมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลย่อมอาจตีความโดยให้น้ำหนักไปที่ตัวอักษรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญมากกว่าถ้อยคำที่เป็นเจตนารมณ์ที่ไม่ได้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ

ถึงเวลานั้นก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเจตนารมณ์ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เขียนออกมาจะมีผลในทางปฏิบัติ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ดังนั้น อาจเรียกได้ว่าเรื่องนี้กลายเป็นระเบิดเวลาการเมืองที่รอวันระเบิดออกมา ตราบใดที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก