
6 รอยเลื่อน เขย่าตลาดหุ้นโลก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากทั้งวิกฤตหนี้กรีซและตลาดหุ้นจีน และเริ่มส่งสัญญาณบวกมากขึ้นจากวิกฤตที่กำลังคลี่คลาย
ถึงกระนั้นก็ตาม ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นก็ยังคงไม่สามารถไว้ใจได้ เนื่องจากยังมีอีกหลาย “รอยเลื่อน” ที่พร้อมจะเขย่าความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นเมื่อถึงเวลา
ซีเอ็นเอ็น มันนี่ เสนอว่า ยังคงมีรอยเลื่อนที่ซ่อนอยู่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดหุ้นได้อีกในอนาคต เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตหนี้กรีซและภาวะ “ฟองสบู่แฟบ” ในตลาดหุ้นจีน
รอยเลื่อนแรก คือ ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากหลังจากที่มีแนวโน้มว่ากรีซสามารถบรรลุข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในเบื้องต้นกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนได้ กอปรกับการรายงาน
ผลกำไรของภาคเอกชนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทั้งกูเกิล (GOOG) และเน็ตฟลิกซ์ (NFLX) ได้หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ และดัชนีเอส แอนด์ พี 500 เด้งขึ้นไปเกือบทำสถิติใหม่ ขณะที่แนสแด็กกำลังไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การทะยานยังกล่าวไม่ได้เคลื่อนไหวตามสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ระบุว่า ยอดค้าปลีกซึ่งถือเป็นดัชนีสำคัญสำหรับการชี้วัดการบริโภคภายในประเทศยังคงปรับตัวลดลงเกินกว่าที่คาดหมายไว้ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
บลูส แมคเคน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของธนาคารคีย์ไพรเวท แสดงทัศนะไว้ว่า หากความเคลื่อนไหวในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงยังเป็นเช่นนี้ นักลงทุนย่อมชะลอการลงทุนอย่างแน่นอน และด้วยความใหญ่โตของตลาดหุ้นสหรัฐ หากเกิดอะไรขึ้นตลาดหุ้นสหรัฐย่อมกระทบกระเทือนไปทั้งโลก
รอยเลื่อนต่อมา คือความเสี่ยงด้านการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทุกวันนี้เฟดยังคงยื้อการปรับขึ้นดอกเบี้ยไว้ถึงแม้ว่ายุตินโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ไปเมื่อปีที่แล้ว และสภาพเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม
เสียงส่วนใหญ่ของนักเศรษฐศาสตร์ระบุตรงกันว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.ย.ปีนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 ปีทีเดียว สอดรับกับถ้อยแถลงของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ซึ่งระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะมีขึ้นภายในปีนี้ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยย่อมสื่อเป็นนัยถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐที่กลับมาสู่สภาพปกติอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญกับการชะลอตัวไปถึง 6 จากวิกฤตการเงินโลกปี 2009
อย่างไรก็ตาม มีเสียงแสดงความกังวลไม่น้อยว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมืองลุงแซมชะงักและกลายเป็นปัจจัยที่ฉุดราคาหุ้นในตลาดในที่สุด
ในทางกลับกันหากเฟดตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป สภาพเศรษฐกิจสหรัฐจะอยู่ในภาวะเติบโตอย่างร้อนแรงเกินไป เงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นการฆ่าตลาดหุ้นในที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งรอยเลื่อนที่รอวันเขย่าเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว
รอยเลื่อนที่สาม คือการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลของดัชนีสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งเปรียบเทียบมูลค่าของเงินเหรียญสหรัฐกับค่าเงินในตะกร้าค่าเงิน พบว่า ในปีนี้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นแล้ว 8% และหากนับย้อนไปในรอบ 12 เดือน สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 21% ขณะที่หากเปรียบเทียบกับสกุลเงินยูโร ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.09 เหรียญสหรัฐ/ยูโร จากเมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ที่ 1.34 เหรียญสหรัฐ/ยูโร
สกุลเงินยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ทำให้มีทุนไหลกลับเข้าสู่สหรัฐจำนวนมาก
แม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากทำให้สหรัฐสามารถนำเข้าสินค้าได้ในราคาถูกลง โดยเฉพาะน้ำมันช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) กระนั้นการส่งออกสหรัฐจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากภาวะเงินแข็งค่า รวมถึงกำไรของธุรกิจสหรัฐที่มีตลาดขนาดใหญ่ในต่างประเทศทั้งโบอิ้ง เจเนอรัล อิเล็กทริก ไอบีเอ็ม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากสัดส่วนกำไรที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม รอยเลื่อนที่สี่ กลับซ่อนอยู่ในภาคเศรษฐกิจของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน” โดยขณะนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะร่อนลง แต่จะลงอย่างนุ่มนวลหรือกระแทกอย่างรุนแรง ยังคงขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลจีนที่จะประคับประคองการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างไร
ในปัจจุบันเศรษฐกิจจีนเติบโตอยู่ที่ราว 7% ต่อปี และอาจจะเหลือเพียง 6.5% ในปีหน้า ทำให้ รุจีร์ ชาร์มา หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของมอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังแสดงความเห็นว่า หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอีก 2% ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยได้แล้ว
กรณีดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนดึงทุนออกจากจีน เนื่องจากไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจีนจะสามารถประคับประคองการชะลอตัวไว้ได้หรือไม่ ก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่แฟบในที่สุด
รอยเลื่อนที่ห้า แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยแต่ก็ยังถือว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภัยความมั่นคง โดยในปัจจุบันภัยด้านการก่อการร้ายยังคงสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก โดยเฉพาะภัยคุกคามจากกลุ่มหัวรุนแรงรัฐอิสลาม (ไอเอส) ไปจนถึงความขัดแย้งด้านเขตแดนของจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสามารถจุดให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้และจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจในที่สุด
รอยเลื่อนสุดท้าย ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ปิดท้ายว่า อยู่ที่ความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐเอง หากตลาดหุ้นร้อนแรงจนละเลยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สุดท้ายแล้วจะเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นและแตกตัวกลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ในที่สุด
ดังนั้น แม้ปัจจุบันจะผ่านช่วงวิกฤตหนี้กรีซมาได้แล้ว แต่ตลาดหุ้นยังคงเคลื่อนไหวอยู่บนรอยเลื่อนสำคัญทั้ง 6 ประการ ที่พร้อมจะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อและสร้างความเสียหายในที่สุด







