
ถึงเวลาปรับ รมต.ประเภท 'มันเทศขึ้นโต๊ะ'
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
“ผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลง หลังจากความเปลี่ยนแปลงจะอยู่รอด
ผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลง พร้อมความเปลี่ยนแปลงจะประสบความสำเร็จ
แต่...ผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลง จะกลายเป็นผู้นำ”
นิรนาม
ท่ามกลางข่าวสะพัดจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเป็นกระแสที่น่าจับตา ถึงกับ “บิ๊กตู่” เองออกมาเปรยว่า “ถึงมีชื่อก็ไม่บอก” ซึ่งเป็นการยอมรับเป็นนัยๆ ว่า แนวโน้มการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงาน เพื่อการปรับแผนรับมือสู้กับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
จากตัวเลขที่ปรากฏระบุว่าเศรษฐกิจกำลังจะแย่ลงกว่าครึ่งปีแรก อีกทั้งการส่งออกของประเทศอันเป็นรายได้ประมาณ 70% ของ จีดีพี ได้ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก โดยมีการประเมินว่าจีดีพีทั้งปีอาจจะไม่ถึงร้อยละ 3 อย่างน่าเป็นห่วง!
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ผู้นำรัฐบาลจะต้องดำเนินการปรับแผนและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกู้วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นการด่วน ซึ่งถือได้ว่าเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของผู้นำประเทศในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถึงเวลาเกิดการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่โลกลืม ประเภทตามภาษิตโบราณ “มันเทศขึ้นโต๊ะ” ออกไป แล้วเชิญชวนคนมีฝีมือประเภท “หูฉลามขึ้นโต๊ะ” เข้ามาแทน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นนิมิตหมายดีสำหรับแนวโน้มและการตัดสินใจของผู้นำรัฐบาลในครั้งนี้
ผู้เขียนมีความปรารถนาอยากจะเห็นเศรษฐกิจของบ้านเมืองดีขึ้นเช่นเดียวกับผู้นำรัฐบาล จึงต้องนั่งลุ้นยืนลุ้นให้ “บิ๊กตู่” ใช้ความเด็ดขาดโละรัฐมนตรีบางคนที่ใส่เกียร์ว่างทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ด้วยการปล่อยให้ผู้นำรัฐบาล “ลุย” งานหนักอยู่คนเดียว ดังที่ภาษิตโบราณว่าไว้ จะเอาไว้ให้เปลืองข้าวสุกหรือ?
จากการปรากฏข่าวในสื่อทั้งหนังสือพิมพ์และโซเชียลมีเดีย จะเห็นได้ว่ามีรัฐมนตรีในหลายกระทรวงเป็นรัฐมนตรีที่โลกลืม ไม่ปรากฏผลงานแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายของรัฐบาล
จึงอยากจะได้เห็นการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตามหลักของวิชาทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยการปรับใช้ปัจจัยต่างๆ อย่างเหมาะสม ตลอดจนการรู้จักใช้บุคลากรที่มีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ ในแวดวงนักเศรษฐศาสตร์ยอมรับกันว่า “โรคเศรษฐกิจ” ต้องรักษาโดยวิธีทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง โดยผู้มีความรู้และผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้คนมี “กึ๋น” อย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอาทิ หาใช่เป็นเรื่องของสามัญสำนึกที่ใครๆ ก็จะรักษาได้
จึงสรุปได้ว่าถึงแม้ผู้นำประเทศอย่าง “บิ๊กตู่” เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการทหาร อีกทั้งมีความปรารถนาอยากจะเห็นเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่กระนั้นก็หาได้รอบรู้ไปเสียทั้งหมดในทุกเรื่อง จึงต้องอาศัยผู้รอบรู้ทางเศรษฐกิจเข้ามาช่วยแก้ไขให้ตรงกับเป้าหมาย เพราะโรคเศรษฐกิจนั้นมีหลายร้อยประเภท การรักษาจึงต้องอาศัยหมอทางเศรษฐกิจ ผู้มีความรู้ ความชำนาญอย่างแท้จริง
ประเทศไทยในปัจจุบันมีปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมอันที่จะต้องระดมสมองช่วยกันขบคิดแก้ไขในหลายเรื่องหลายปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าแต่ก่อนประเทศเราไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจเลย เพิ่งมาเกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นที่ยอมรับกันว่าปัญหาเศรษฐกิจนั้นเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมือง เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งทุกยุคทุกสมัยของสังคมมนุษย์ ปัญหา
ดังกล่าวเหล่านี้จึงถือเป็นปัญหาพื้นฐานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และมิได้เกิดขึ้นเพราะผู้ได้ไปทำให้มันเกิด แต่เกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น ภัยธรรมชาติ ภาวะภัยแล้ง ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ เป็นต้น
ฉะนั้น การเผชิญกับปัญหาจึงขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของผู้ที่รู้ปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง โดยการวิเคราะห์ถึงลักษณะปัญหาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อการตัดสินใจใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิผลในที่สุด
เป็นที่ทราบกันว่าปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศมีอยู่ 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวและปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว เป็นเรื่องเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการแก้ไขย่อมต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เนื่องจากต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มปริมาณของเหตุปัจจัยสำหรับการนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องความยากจนของประเทศและประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ไม่ใช่เพิ่มเกิดขึ้นในยุคนี้ ฉะนั้น การแก้ไขปัญหา จึงต้องใช้เวลา ความอดทนและสรรหาบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถจริงเข้ามาช่วยแก้ไขดังกล่าวนั่นเอง
สิ่งสำคัญ...ต้องจับประเด็นของปัญหาได้ถูกต้อง แม่นยำ แล้วดำเนินการวางมาตรการแก้ไขอย่างมีระบบเป็นขั้นเป็นตอน โดยกำหนดยุทธศาสตร์ความสำคัญสิ่งใดก่อน สิ่งใดหลังของภารกิจที่ต้องกระทำ พร้อมกับการใช้กำลังคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ปล่อยให้ความล่าช้าเกิดเป็นสภาวะ “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity) อันเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญและเป็นแก่นหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ
การดำเนินการใดๆ หากปล่อยให้โอกาสล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าจะต้องนำมาประเมินค่าเสียโอกาสด้วย ดังนั้นการจะดำเนินการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือบุคลากรของรัฐบาล การตัดสินใจที่ล่าช้าไม่ทันการณ์อันควร จึงเกี่ยวข้องกับ “ค่าเสียโอกาส” ในทางเศรษฐศาสตร์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการปรับ ครม.ที่ทันเหตุการณ์ จึงเป็นโอกาสพิสูจน์ฝีมือเรื่องการบริหารอย่างท้าทายบนเวทีการเมืองของภาวะผู้นำโดยปริยาย
ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้ได้รับอิทธิพลแนวคิดจากนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ เฟรคอริต ลิสต์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า “รัฐบาลจะต้องถือหลักว่าจะต้องจัดการกสิกรรมและอุตสาหกรรมทุกอย่างให้มีขึ้น ซึ่งในที่สุดประเทศไม่จำต้องอาศัยต่างประเทศ...ผู้หลงเชื่อในลัทธิ อดัม สมิธ ว่าประเทศต่างๆ จะต้องแบ่งแยกการงานกัน...ประเทศใดทำแต่กสิกรรมไม่ต้องประกอบอุตสาหกรรมนั้น ความจริงเป็นหลักดี หากประเทศต่างๆ สุจริตต่อกัน ไม่มีการปิดประตูค้า หรือกดราคาแกล้งกัน แต่ในปัจจุบันหาเป็นเช่นนั้นไม่”
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นว่าสมควรจะยึดแนวคิดเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศตามที่นานาประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้ประสบความสำเร็จมาแล้วในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน มั่นคง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระดับหนึ่งที่น่าพอใจ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าดูจากสภาวะเศรษฐกิจที่ปรากฏเป็นตัวเลขออกมาในปัจจุบันของประเทศไทยยังนับว่าต้องติดตามเฝ้ามองอย่างไม่กะพริบตา
ดังนั้น ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่มีความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองเช่นเดียวกับผู้นำรัฐบาล จึงอยากจะฝากข้อคิดว่า... ถึงเวลา...ใช้มาตรการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีประเภท “มันเทศขึ้นโต๊ะ” บางคนที่ไร้ประสิทธิภาพ เพื่อปรับยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสียใหม่ โดยการนำเอาบุคคลประเภท “หูฉลาม” มาขึ้นโต๊ะบ้าง (ปะไร?)
เพราะ...ผู้เขียนเชื่อว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมแก้ไขได้เสมอ ถ้าหากได้ให้ผู้รู้ปัญหาใช้วิธีแก้อย่างถูกทาง ซึ่งอาจจะพลิก “วิกฤตเป็นโอกาส” ก็ย่อมเป็นได้
ฉะนั้น... รีบปรับ ครม. เถอะครับ... “ลุงตู่”!?







