
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ตอนที่ 3)
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ในฉบับที่แล้วผู้เขียนได้กล่าวถึงคำจำกัดความของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่อังค์แทด (UNCTAD
–United Nations Conference on Trade and Development) ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นได้ตกลงกันไว้เป็นกรอบ และสรุปให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางการเมือง และการบริหารงานของรัฐบาลในหลายๆ เรื่อง เนื่องจากลักษณะและเนื้องานเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานมาก นโยบายของรัฐบาลเกือบทุกเรื่องจึงเกี่ยวข้องกับเศษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การเจริญเติบโตของภูมิภาค การลงทุน เทคโนโลยี แรงงาน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม สื่อ และสังคม ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนได้พูดไปแล้วถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับงานในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง แต่ก็ยังมีแง่มุมอื่นที่ทำให้งานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับงานของหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานด้านการค้า โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต ยิ่งสำหรับประเทศไทยที่พูดกันมานานแล้วว่า เราเหลือการส่งออกเพียงอย่างเดียวที่เป็นชิ้นเป็นอัน และช่วยประคองให้เศรษฐกิจเติบโตอยู่ได้ ถ้าเป็นเครื่องบินเราก็เหลือแค่เครื่องยนต์เดียวที่ประคองเครื่องบินให้บินอยู่ได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งก่อให้เกิดทั้งสินค้าและบริการจึงนับว่ามีความสำคัญมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจตัวเลขของอังค์แทด ซึ่งอาจจะเก่าหน่อยแต่ก็ยังใช้ได้ คือช่วงปี 25432548 แสดงให้เห็นถึงการค้าของโลกในเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งสินค้าและบริการ มีการขยายตัวถึงร้อยละ 8.7 ต่อปี ตัวอย่างเช่น การส่งออก Visual Arts (ศิลปกรรม) เพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 1.03 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2539 เป็น 2.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2548 ส่วนการส่งออก Audio Visual (โสตทัศนวัสดุ) ของโลกยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็น 3 เท่าตัว แต่การส่งออกส่วนใหญ่เป็นการโอนสิทธิกัน และคราวนี้ล่ะที่ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพจะทำให้รายได้จากลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล และแน่นอนว่า งานนี้เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง
แรงงาน การขยายตัวของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นสาขาที่ต้องใช้องค์ความรู้ ใช้แรงงานที่มีความชำนาญพิเศษ มีคุณภาพ เป็นสาขาที่เรียกว่า Labour Intensive เช่น เรื่องการสร้างภาพยนตร์ ที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ในฉบับก่อนๆ แล้ว แต่โดยทั่วๆ ไปจะใช้แรงงานประมาณร้อยละ 2.8 ของแรงงานทั้งหมดในเศรษฐกิจ เพราะจะมีการจ้างกันในสาขาต่างๆ ตั้งแต่ตัวประกอบ นักแสดง คนจัดฉาก ยกไฟ ช่างเสื้อ แต่งหน้า ทำผม นักออกแบบ สถาปนิกไปจนถึงนักโฆษณา ผู้ผลิตเพลง สิ่งพิมพ์ สื่อ ฯลฯ ดังนั้นอาจเป็นงานในความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน และกระทรวงวัฒนธรรม
การลงทุน ซึ่งก็จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ก็อาจเป็นสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ถ้าเป็นการลงทุนในประเทศ อาจเป็นกรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถ้าเป็นการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ก็จะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ หรืออาจรวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วยก็ได้ ถ้ามองผลในแง่สังคมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะจะมีประชากรที่เป็นรากหญ้า และที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม
เทคโนโลยีและการสื่อสาร สาขานี้ก็มีความเกี่ยวข้องสำคัญกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การสื่อสารและเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้ามาก ทั้งการให้บริการทางอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ ดาวเทียม เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์และธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จึงมีความสำคัญ และแน่นอนกระทรวงที่เกี่ยวข้องคือ ไอซีทีและกระทรวงพาณิชย์
วัฒนธรรม ในส่วนของวัฒนธรรมโดยตรงเองก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อยู่มาก ทั้งในส่วนที่เป็นการนำเอาวัฒนธรรมมาประกอบกับความรู้ทางเทศโนโลยีสมัยใหม่ หรือการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ก็ได้ ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องนี้น่าจะเข้าใจได้ง่ายและเห็นเป็นรูปธรรมกันมาก คนจำนวนมากจึงมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์แคบอยู่เฉพาะเรื่องเหล่านี้ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งที่จริงไม่ใช่แน่นอนแม้แต่การมองห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดในบางเรื่องตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำคือ เป็นสินค้าถึงผู้บริโภค อาจทำให้เข้าใจผิดได้ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น การผลิตเครื่องประดับ ตั้งแต่การได้พลอยมาเจียระไน ออกแบบ ผลิตจนถึงมือผู้บริโภค อาจมีเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การขุด การเผา หรือให้ความร้อนพลอย ไปจนถึงการออกแบบและผลิตสินค้า เครื่องประดับที่อินเดียผลิตอาจมีทองและลวดลายหรือลายฉลุมาก ขณะที่ไทยผลิตเป็นทองคำขาวและแบบเรียบกว่า ซึ่งก็เป็นไปตามรสนิยมของผู้บริโภคที่มีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็ยังมีสินค้าอื่นที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง ถึงแม้จะมีพื้นฐานจากวัฒนธรรม แต่ในกระบวนการผลิตกว่าจะถึงมือผู้บริโภคต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ก็ถือเป็นสินค้าจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมนี้จะมีกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
วันนี้อาจจะพูดเรื่องเครียดและหนักสมองไปสักหน่อย ผู้เขียนคงจะต้องไปขอต่อคราวหน้า โดยพยายามหาตัวอย่างและเรื่องเบาๆ มาเสริมด้วย







