posttoday
สปช.ไฟเขียวรายงานปรองดองลุย6ภาคกิจแก้ขัดแย้ง

สปช.ไฟเขียวรายงานปรองดองลุย6ภาคกิจแก้ขัดแย้ง

21 กรกฎาคม 2558

สปช.​เห็นชอบ รายงานปรองดอง เดินหน้า 6 ภารกิจเยียวยาขัดแย้ง สร้างสมานฉันท์ ที่ประชุมหนุน ใช้มาตรา 44 สางปัญหา

สปช.​เห็นชอบ รายงานปรองดอง เดินหน้า  6 ภารกิจเยียวยาขัดแย้ง สร้างสมานฉันท์ ที่ประชุมหนุน ใช้มาตรา 44 สางปัญหา 

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติ 162 ต่อ 5 งดออกเสียง 7  เสียง เห็นชอบ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณาเสร็จแล้ว

ทั้งนี้เพื่อเป็นการคลี่คลาย ประเด็นปัญหา และผลกระบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงในอดีต และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุกาณ์ความรุนแรงจากความขัดแย้ง ทางการเมืองเกิดขึ้นซ้ำอี จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามภารกิจ 6 ด้าน ที่ต้องทำควบคู่กันไปให้ครบทุกด้านอย่างเป็นองค์รวมได้แก่

1. การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง 2.การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง 3. การอำนวยการความยุติธรรมการสำนึกรับผิดชอบและให้อภัย 4.การเยียวยาดูแลและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ  5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน  และ 6 มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ในส่วนของชั้นเริ่มต้นเป็นการนิรโทษกรรมสำหรับ “คดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง” ซึ่งหมายความถึงบรรดาการกระทำต่างๆ ของประชาชนที่ได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดทางการเมือง หรือมีการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมือง  โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนขอบเขตในการกำหนดประเภทคดีที่จะได้รับการนิรโทษดังกล่าวข้างต้น ไม่รวมถึงการกระทำความผิดอาญาโดยเนื้อแท้ ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช. อภิปรายว่า ​ เหตุการณ์ ​14 ต.ค. 16   6 ต.ค. 19  และ   พ.ค. 35  ซึ่งต่อมาได้มีการนิรโทษกรรม ทำให้ไม่ได้มีการพิสูจน์ความผิดรายๆ จนทำให้ครั้งนี้เร่ิมมีการตั้งข้อรังเกียจนิรโทษกรรม และห่วงว่าอาจกลายเป็นปัญหาความแตกแยกต่อไป ซึ่งจะเห็นว่าในส่วนของเหตุการณ์  พ.ค.57 มีคนที่มีความผิดทางการเมืองจากความเชื่อทางการเมือง และไม่ใช่ความผิดร้ายแรงบางคนต้องหนีไปต่างประเทศ จึงเสนอว่าควรใช้มาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราวเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยเร็ว  หากปล่อยให้ยาวนานออกไป จนถึงการออกเสียงประชามติ​ ก็อาจมีคนคับข้องใจออกมาแสดงออกและไม่แน่ใจว่าจะเป็นความขัดแย้งใหม่ ยาวนานหรือไม่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช. กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหายังคลุมเครือ อย่างเรื่องความปรองดองพยายามไปเขียนในรัฐธรรมนูญ เป็นแนวทางที่ผิด เพราะเรื่องปรองดองเป็นปัญหาไม่ยั่งยืน แต่เอาไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ต้องการความยั่งยืน สิ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่า มีการพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ประสบสำเร็จ ด้านหนึ่งคิดว่าสิ่งที่คนทำผิด เป็นความผิดร้ายแรงต่อบ้านเมือง จะยกเลิกได้อย่างไร ดังนั้นต้องแยกให้ชัดเจนว่า 1450 คดี มีรายละเอียดอย่างไร ยกเลิกได้กี่คดีที่เป็นเรื่องของชาวบ้านไม่มีเก่ีี่ยวนักการเมือง ซึ่งอาจปกปิดชื่อได้  และเสนอ คสช.​ใช้มาตรา 44 กับคดีประเภทที่สามารถยุติคดีได้

อย่างไรก็ตาม ​นี่ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องปรองดอง เพราะความขัดแย้ง เป็นปัญหาทางการเมืองในประเทศ ที่นักการเมืองต่อสู้จนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจนเกิดการแตกแยก  ซึ่งควรจะแบ่งแยกคดีให้เหลือน้อยที่สุด และหากการออกกฎหมายนริโทษกรรมทำยาก ก็ให้วิธีการออกเป็นกฎหมายหยุดคดีไว้ก่อน ซึ่งไม่ใช่นิรโทษกรรม  ปล่อยตัวคนกลับสู่อิสระภาพ หากคนใดคนหนึ่งทำผิดให้เอาเรื่องเดิมมาดำเนินคดีต่อ ​

นายวันชัย สอนศิริ สปช. กล่าวว่า ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องชาวบ้านในประเทศทะเลาะกันแต่เป็นเรื่องของนักการเมืองที่ทะเลากัน คนแพ้ก็ไม่ยอมแพ้ หวังล้มคนชนะ  เมื่อทะเลาะกัน ไม่พอยังลากชาวบ้านมาเป็นฐานกำลังความมขัดแย้งของนักการเมือง​ การแก้ไขจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้นักการเมืองไม่ทะเลาะกัน ทุกอย่างก็จบหมด

นายนวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ สปช. กล่าวว่า ควรจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้เกิดขึ้นว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดอะไร และ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่า จะนิรโทษกรรมใคร ไม่นิรโทษกรรมใคร ​ต้องไม่ทำให้เกิดความอึมครึม เพราะเราจะปรองดองได้อย่างไร ​ระหว่างแมวกับหนู งูกับนก

นายณรงค์ ​พุทธะชีวิน สปช.​กล่าวว่า ขอเสนอให้มีการตั้ง กรรมการอิสระ ว่าด้วยการปรองดองแห่งชนชาติไทย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์​ โดยเป็นการตั้งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วครา​ซึ่งทำให้สิ่งเสนอเป็นจริงได้ในโลกความเป็นจริง

นายประดิษฐ์​ เรืองดิษฐ์​ สปช.​กล่าวว่า ควรเน้นกระบวนการ transformative scenario planning ของ อดัม คาเฮน  โดยไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกันทั้งหมดแต่เห็นภาพร่วมกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง โดยเปิดให้ตัวแทนทั้งระบบเข้ามาหาทางออกร่วมกัน เช่นในโคลัมเบีย มีการดึง  ภาควิชากร ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ เอ็นจีโอ ชาวนา นักการเมือง สื่อมวลชนฯลฯ​   เราจึงควรเน้นกระบวนการพูดคุยมีพื้นที่ปลอดภัย ​พูดคุยอย่างมีสติ ปัญญา ใช้เหตุผล ไม่ใช้จุดยืนตัวเองผูกติดทำให้เกิดสิ่งใหม่​

นายดิเรก ถึงฝ่ัง ที่ปรึกษา กมธ. กล่าวว่า มีข้อเสนอคือ ให้มีคณะกรรมการสมานฉันท์ถาวร  ​และให้นักการเมือง ลดวิวาทะ อคติ การใส่ร้าย  ให้หันมาเจรจากัน เพราะสงครามไม่สงบด้วยกับการบ แต่สงบด้วยการเจรจา ดังนั้นต้องให้ทุกฝ่ายมาเจรจาโดยมีตัวเชื่อม เรื่องเหล่านี้ทำไม่จบวันสองวันแต่ต้องทำและเมื่อทุกฝ่ายเจรจาตกผลึก ก็นำไปสู่นิรโทษกรรมโดยไม่แตะคดีอาญา

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์​ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง กล่าวสรุปว่าจะนำข้อเสนอไปปรับปรุง แก้ไข และทำให้เร็วที่สุด 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย