
อิงจีนเสียสมดุล โลกยิ่งล้อมไทย
กะเทาะปัญหาด้านยุทธศาสตร์ต่างประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กะเทาะปัญหาด้านยุทธศาสตร์ต่างประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นแต่ปัญหาเป็นใยแมงมุม และถูกวิพากษ์ว่าสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาด เพราะรัฐบาลไปให้ความสำคัญอิงไปทางจีนมากจนเกินไป จนถูกชาติตะวันตกทั้งสหรัฐหรือสหภาพยุโรปกดดัน และแรงปะทะอย่างหนักทั้งเรื่องปัญหาประมง การค้ามนุษย์ การส่งตัวอุยกูร์ให้จีน จนถูกประณามด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน
“ในอดีตทุกรัฐบาลมีแต่จะพยายามรักษาสมดุลกับทุกขั้วอำนาจ เพราะว่าเราไม่ใช่ประเทศที่มีอำนาจทางทหารหรือความมั่นคงเพียงพอ” ความเห็นของ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา สำทับปัญหาด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล
ไกรศักดิ์ ระบุว่า เมื่อรัฐบาลมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือมิติหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับความมั่นคงของชาติ นั่นคือความคิดที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่ใช่ความคิดที่ว่า ถ้าเราไปซื้อเรือดำน้ำมาแล้ว เราจะมีความสามารถจะไปสู้กับสหรัฐได้ มันตลก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจไปซื้อเรือดำน้ำกับจีน เพื่อหวังจะไปต่อรองกับสหรัฐ ถามว่าจะได้ผลหรือไม่ สหรัฐมีเรือดำน้ำใหญ่กว่าเรือที่เราจะไปซื้อกับจีนอยู่หลายเท่า เทียบแล้วของเราเหมือนของเล่นไปเลย เรือดำน้ำเขาวิ่งด้วยปรมาณูหมดแล้ว การกระทำและความคิดเหล่านี้ทำให้เขาหัวเราะเราจนฟันหลุดมาแล้ว
“การที่รัฐบาลไปเอาใจประเทศจีน ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ตอนนี้จีนมีปัญหามากในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะจีนไปคุกคามประเทศเพื่อนบ้านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาหรือลาว แถมยังความขัดแย้งกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ด้วย และถ้าไทยไปกอดกับประเทศจีนแล้วความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นยังไง กับญี่ปุ่นจะเป็นยังไง นอกจากนี้ต้องคิดหลักเศรษฐกิจด้วยว่า อเมริกาและยุโรปเป็นตลาดส่งออกหลักของเรา”
“ผมขอสะท้อนปัญหาการตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำว่า สภาวะเศรษฐกิจของไทยขณะนี้มีความเหมาะสมแล้วหรือไม่ ผมเป็นห่วงเรื่องงบประมาณและหนี้สินของประเทศไทยมาก เพราะตอนมีหนี้สินมหาศาล ที่มีจากโครงการประชานิยมของรัฐบาลเลือกตั้งที่ทำสะสมกันมา กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจที่รายได้จากการส่งออกก็ตกต่ำลง ขณะเดียวกันรัฐบาลกลับมีเมกะโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ในส่วนของงบประมาณกลาโหมซะมาก ซึ่งสวนกระแสเศรษฐกิจมาก
“ทุกครั้งที่ทหารเข้ามาเป็นใหญ่ ทำรัฐประหารหรือ สังเกตได้ว่าตั้งแต่การปฏิวัติสมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือบิ๊กบัง สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบว่างบประมาณส่วนของกองทัพบกเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ซึ่งมันไม่ใช่เลยที่จะต้องเป็นแบบนี้ เวลานี้ผมได้แต่หวังและภาวนาว่า รัฐบาล คสช.ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลต้องตระหนักและอย่าลืมว่างบประมาณของกองทัพบก ไม่ได้สร้างผลกำไรกลับคืนเป็นรายได้สู่ประเทศ แต่เป็นงบประมาณที่สูญเสียไปทั้งหมด เสียแล้วเสียเลย เช่น งบประมาณที่รัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะตัดสินใจเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ตอนนี้ผมได้แต่ภาวนาอย่างเดียวว่า อย่าซื้อเลย อย่าซื้อเลย”
แรงปะทะ ปัญหาโลกล้อม
ไกรศักดิ์ ชี้เป้าปัญหาที่ไทยกำลังได้รับผลกระทบการกดดันจากต่างประเทศ หรือเรียกได้ว่าปัญหาโลกล้อมด้วยมาตรการต่างๆ อาทิ ปัญหาที่คณะกรรมาธิการยุโรปออกแถลงการณ์แจ้งเตือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กรณีไม่ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาแรงงานประมงเถื่อนอย่างเพียงพอตามมาตรฐานการป้องกันและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ซึ่งหากไทยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันอาจจะจอดอยู่ที่เทียร์ 3 ยังไม่แน่ใจว่าอียูจะให้ใบแดงหรือเปล่า
ถ้าเป็นแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะร่วงอย่างมหาศาล เพราะว่าเศรษฐกิจในวงจรประมงเราจะสูญเสียมูลค่าเกือบ 8 แสนล้านบาท เพราะบริษัทของไทยที่เกี่ยวโยงกับการซื้อขายการผลิตทูน่ากระป๋องที่ใหญ่ที่สุดในโลก โรงงานทั้งหมดอยู่ในประเทศไทย เราวางตลาดยุโรป ตลาดสหรัฐ รายได้เหล่านี้อยู่ในบัญชีการส่งออกของประเทศไทยทั้งสิ้น
นอกจากปัญหาที่กระทบด้านเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลไทยกำลังเจอกับอีกปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการเลือกสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อขั้วอำนาจใหญ่ ด้วยการตัดสินใจส่งตัวชาวมุสลิมอุยกูร์ร่วม 109 คน กลับไปที่ประเทศจีน
ไกรศักดิ์ ในฐานะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวอย่างชัดเจนเลยว่า รัฐบาลตัดสินใจผิด ยิ่งตัดสินใจเพื่อเอาใจรัฐบาลจีนจะยิ่งผิด ผิดหลักทั้งหลักการมนุษยธรรม ผิดหลักการผู้ลี้ภัย และผิดหลักการของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะด้านการทูตการส่งตัวผู้อพยพชาวอุยกูร์ไปให้กับจีน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เข้าใจโลกและไม่เข้าใจมาตรฐานสากลเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ทุกประเทศลงนามเมื่อปี 1948 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งน้อยประเทศมากที่ทำแบบนี้ เหมือนที่รัฐบาลไทยทำกับชาวอุยกูร์
ถามว่ารัฐบาลส่งเขาไปจีนทำไม เพราะเขาถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดนครอบงำในเรื่องของประเพณีและเศรษฐกิจ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยอยู่ประมาณ 1.6 แสนคน ถามว่าทำไมไม่กล้าส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับไปยังประเทศนั้นๆ เช่น เมียนมา ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน นั่นเป็นเพราะหลักมนุษยธรรมที่ประเทศไทยทำมาตลอดใช่หรือไม่ ดังนั้นถ้าไทยไม่อยากถูกประชาคมโลกประณาม รัฐบาลจะต้องไม่ส่งชาวอุยกูร์ที่เหลืออยู่ในประเทศไทยไปยังประเทศจีน เพราะประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองในเรื่องของการค้ามนุษย์อยู่แล้ว อย่าทับถมปัญหาทำให้ท่าทีของประชาคมโลกต่อประเทศไทยแย่ลงอีก
ไกรศักดิ์ บอกว่า ประเทศไทยตอนนี้เป็นที่ลี้ภัยของคนจากประเทศที่มีความเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือ เมียนมา เวียดนาม หรือชาวโรฮีนจาก็ดี ทีนี้พอชาวอุยกูร์หนีมา เหมือนกับว่ารัฐบาลไทยจะพยายามเอาใจประเทศจีนอย่างน่าเกลียดเกินไป และจีนก็สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนนั้นไม่มีมาตรฐานเรื่องสิทธิมนุษยชนเลย พอจับชาวอุยกูร์จากไทยได้ก็จับมัดและคลุมหัวเลย และรัฐบาลไทยบอกว่าจะตามไปดู จะตามไปดูหลุมฝังศพหรือยังไง
“เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท่านประยุทธ์และท่านธนะศักดิ์ (ปฏิมาประกร รมว.ต่างประเทศ) คงไม่เข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน และไม่ได้ให้ความสนใจ คงจะคิดแต่เรื่องอาวุธและอุปกรณ์สงครามอย่างเดียว ที่ผ่านดูเหมือนว่ากองทัพจะมีกลไกในการทำเรื่องพวกนี้ ไม่ว่าจะเรื่องของการเจรจา การประนีประนอม การพัฒนาสังคม แต่รู้สึกว่ากลุ่มบูรพาพยัคฆ์จะไม่มีนโยบายเหล่านี้เลย นโยบายของบูรพาพยัคฆ์ คือ ปราบปราม ลงทุนใหญ่ มีอยู่แค่นี้ในการปฏิรูป และสามัคคีกันมาก ทุกคนไม่มีการขัดแย้ง ไม่แตกแถว นั่นเพราะประเพณีของทหาร ทหารชั้นผู้น้อยก็ไม่กล้ารายงานเรื่องที่นายไม่ชอบ คนไหนเอาข่าวร้ายมารายงานเผลอๆ ตายด้วยซ้ำไป” ไกรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย







