posttoday
อาชีพไร้อนาคต

อาชีพไร้อนาคต

18 กรกฎาคม 2558

พี่สะใภ้ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดอะไร เธอพูดตัดบทว่า “คนหนุ่มแข็งแรงดีอย่างเธอ คงไม่คิดจะให้พี่ชายเลี้ยงหรอกนะ”

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

พี่สะใภ้ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดอะไร เธอพูดตัดบทว่า “คนหนุ่มแข็งแรงดีอย่างเธอ คงไม่คิดจะให้พี่ชายเลี้ยงหรอกนะ” ผมได้ยินแล้วก็เดินถอยออกมาด้วยความเสียใจ ไม่ได้คิดจะมาเกาะพี่ชายกิน หรือให้พี่ชายเลี้ยงเลย ผมแค่มาเมืองไทยได้ไม่กี่วัน แต่ทำไมต้องดูถูกกันด้วยเล่า พอถูกตอกหน้าหงายมาวันนั้น วันรุ่งขึ้นผมก็พูดกับพี่ชายว่าจะช่วยทำงาน

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอกซิวซี แกเพิ่งมาแค่สองสามวัน พักให้หายเหนื่อยก่อนก็ได้” พี่ชายพูดขณะที่มือประกอบรองเท้า

“ผมหายเหนื่อยแล้ว ผมอยากทำงาน พี่ช่วยสอนผมทำรองเท้าด้วยเถอะ”

พี่ชายเริ่มสอนงาน “ทำรองเท้า” ให้กับผม ไม่กี่วันผมก็ทำรองเท้าเป็น ผมเริ่มช่วยพี่ชายประกอบอาชีพที่เขาถนัดมานาน ช่วยทำแล้วก็ช่วยนำไปขายตามที่ต่างๆ โดยที่พี่ชาย ผม และลูกจ้างพี่ชายอีก 1 คน ช่วยกันทำรองเท้ากันแต่เช้ามืด เราต่างต้องเร่งมือแข่งกับเวลาเพื่อให้ทันนำออกไปขาย แม้ว่าจะเร่งมือกันแบบไม่มีเวลาพัก เต็มที่ก็ทำรองเท้าได้เพียงแค่ 4-5 คู่เท่านั้น เพราะทุกอย่างต้องทำด้วยมือหมด ซึ่งงานที่ได้ถือว่าไม่มาก

เมื่อทำรองเท้าเสร็จเราต้องนำออกไปขาย พี่ชายให้ผมออกไปขายรองเท้าด้วย ผมช่วยพี่ชายหิ้วรองเท้าออกไปตามร้านต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะซื้อสินค้าจากเรา

แต่ละที่ที่พี่ชายชวนผมไปนั้น ไม่มีเถ้าแก่ร้านไหนอยากซื้อสินค้าจากพี่ชายผมเลย พี่ชายต้องเข้าไปอ้อนวอนขอให้ร้านค้าเหล่านั้นช่วยรับซื้อรองเท้าที่พวกเราตั้งใจทำมาอย่างดี “อาแป๊ะครับช่วยเราหน่อยเถอะ ช่วยซื้อรองเท้าด้วยเถิดครับ วันนี้ผมเดินทางมาทั้งวันยังขายไม่ได้เลย ได้โปรดช่วยซื้อด้วยเถิดครับ”

บางร้านเจ้าของร้านก็จะช่วยรับซื้อ แต่พูดเอาบุญเอาคุณ บางร้านจะกดราคาจนต่ำกว่าทุน ทำให้เราขายให้ไม่ได้บางร้านไม่ซื้อไม่ว่า หนำซ้ำยังไล่ตะเพิดเราออกจากร้านด้วยความโมโห

“ไม่เอา...ไม่เอา รองเท้ากระจอกๆ อย่างนี้ ไปขายที่อื่น ไปให้พ้น ไป๊!”

หลายครั้งที่ผมกับพี่ชายถูกไล่ออกมา ขายรองเท้าไม่ได้แล้วยังต้องมานั่งเจ็บใจ ทั้งเหนื่อยจากการทำรองเท้าและเดินตระเวนขาย ซึ่งขายยากขายเย็น ผมมองว่าเป็นงานที่ไม่ค่อยน่าทำเท่าไหร่

ร้านค้าส่วนใหญ่มักปฏิเสธสินค้าของพี่ชายอย่างไม่ไยดี ถ้อยคำปฏิเสธที่ได้รับทุกครั้งทำให้พี่ชายเครียดและเศร้าซึม ผมรู้สึกไม่ต่างกัน แต่อาจน้อยกว่าตรงที่ผมไม่ได้รับผิดชอบชีวิตลูกเมียอย่างพี่ชาย ที่ต้องเครียดว่าจะเอาอะไรให้ลูกให้เมียกิน

เมื่อต้องเจอปัญหามากๆ ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพี่ชายถึงทนทำอยู่ได้ ทำไมไม่มองหาอาชีพอื่นที่ดีกว่านี้ พี่ชายต้องทนทำงานเหนื่อยทั้งกายและใจ เงินทองที่ได้กลับมาก็ไม่ได้มากมายอะไร ขนาดผมเพิ่งมาทำกับพี่ได้ไม่กี่วัน ยังรู้สึกว่าเป็นงานที่ไม่มีอนาคต ยิ่งทำก็ยิ่งตัน โอกาสขายสินค้ายากขึ้นทุกวัน แต่ผมในฐานะผู้มาใหม่ยังไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่เก็บความข้องใจเอาไว้

แต่ละวันผมกับพี่ชายและลูกจ้าง 1 คน ต้องทำรองเท้ากันหามรุ่งหามค่ำ ทำเสร็จเราสองคนพี่น้องก็ต้องแบกรองเท้าที่ทำได้ไปตระเวนขาย เราเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะทางไกลๆ เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ เดินกันจนเย็นค่ำ สองพี่น้องเหนื่อยจนแทบขาดใจ ถ้าเราขายรองเท้าได้ดี ความเหนื่อยคงจะหาย แต่บางทีเดินกันทั้งวันยังขายไม่ได้ ถูกด่า
ถูกว่าถูกดูถูก เราเป็นพ่อค้าขายสินค้า แต่ทำไมรู้สึกเหมือนกับเป็นขอทานเข้าไปทุกวัน

ผมรู้สึกท้อใจกับอาชีพของพี่ชายและรู้สึกแย่ลงทุกๆ วัน เพราะความกดดันค่อนข้างมากในเมื่อผมเป็นคนเข้ามาอาศัย ถึงจะเป็นน้องชายแท้ๆ และช่วยทำงานได้ แต่ไม่สามารถทำให้รายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นได้ ผมจึงรู้สึกผิดที่มีส่วนทำให้ชีวิตประจำวันของพวกเขาต้องลำบากมากขึ้น เพราะต้องแบ่งให้ผมกินด้วย

แม้ช่วงหลังพี่สะใภ้จะเริ่มพูดดีกับผม แต่ผมยังไม่สบายใจ วันหนึ่งผมทนอึดอัดใจไม่ไหว เหนื่อยไม่ว่า แต่ความกดดันที่ต้องไปฟังคำพูดจากร้านค้าต่างๆ ที่ไปพบมาทำให้ผมเครียดจนระเบิดอารมณ์ออกปากต่อว่าพี่ชายว่า

“พี่มาเมืองไทยตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงตอนนี้ 33 ปี อยู่เมืองไทยมาตั้ง 17 ปีแล้ว ทำไมยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมืองไทยใหญ่โตอุดมสมบูรณ์ดีกว่าเมืองจีน พี่รู้หรือเปล่าว่าอยู่เมืองจีนผมก็อดอยากอยู่แล้ว ทุกคนก็อดอยาก นั่นเป็นเพราะมันไม่มีช่องทางทำมาหากินอะไรได้มาก พื้นดินไม่อุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แถมยังเกิดสงครามไม่ได้หยุดหย่อน แต่ที่เมืองไทยนี่มองไปทางไหนดีไปหมด ทำไมถึงไม่คิดทำอะไรให้มันดีกว่านี้ ผมคิดว่า มาเมืองไทยแล้วจะดี แต่ผมก็ยังอดๆ อยากๆ เหมือนที่เมืองจีน”

พี่ชายนิ่งอึ้งตะลึงงัน มองผมแบบงงๆ เพราะปกติผมจะไม่ค่อยว่าใคร โดยเฉพาะกับพี่ชายที่ไม่เคยพูดให้สะเทือนใจ แต่ครั้งนี้ผมนอตหลุดพูดด้วยอารมณ์ โดยไม่กลัวว่าพี่ชายจะเสียใจ

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ