posttoday
ผลกระทบเหล็กจีนล้นตลาด

ผลกระทบเหล็กจีนล้นตลาด

17 กรกฎาคม 2558

วิภาวดี ศรีโสภา ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

วิภาวดี ศรีโสภา ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

กำลังการผลิตเหล็กที่สูงเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศจีน ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกเหล็กจากจีนขยายตัวและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจีน ทำให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นมาก เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวจึงเกิดการผลิตส่วนเกิน

ในปี 2014 จีนมีปริมาณการส่งออกเหล็กถึง 82 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 59% และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 23% นับตั้งแต่ปี 2010 ทำให้ประเทศที่จีนส่งออกเหล็กไปค่อนข้างมาก และมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ สหรัฐ และไทย โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 23% 27% 37% 27% และ 20% ตามลำดับ

ด้วยเหล็กนำเข้าจากจีนที่มีราคาค่อนข้างถูกและมีความหลากหลาย จึงสร้างแรงกดดันและส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเหล็กในประเทศต่างๆ อย่างมาก จนนำไปสู่การใช้ anti-dumping duty เพิ่มขึ้น จากสถิติของเหล็กส่งออก สินค้าเหล็กที่มีปริมาณการส่งออกมากที่สุด 4 อันดับแรกในปี 2014 และมีราคาที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดนับแต่ปี 2010 ได้แก่ เหล็กเส้นเจืออัลลอย (-9%) เหล็กลวดอัลลอย (-5%) เหล็กแผ่นชนิดกล้าเจือ (-4%) และเหลือบแผ่นเคลือบ (-3%)

ราคาของเหล็กจากจีนยังแตกต่างจากเหล็กชนิดเดียวกันจากประเทศอื่นอย่างมาก เช่น เหล็กเส้นเจืออัลลอยส่งออกจากจีนมีราคาต่ำกว่าเหล็กเส้นเจืออัลลอยส่งออกจากญี่ปุ่นถึง 61% จนกลายเป็นประเด็นที่นำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าจากหลายประเทศ

ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization) แสดงให้เห็นว่าสินค้าจากจีนมีอัตราเติบโตของจำนวนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดผ่านการใช้ anti-dumping duty (AD) เฉลี่ยต่อปีมากที่สุด คือ 12% ตั้งแต่ปี 2000 จนถึง 2014 และมีสัดส่วนสูงสุดถึง 22% ของการใช้มาตรการ AD กับสินค้าทุกชนิดในปี 2014

นอกจากนี้ มาตรการ AD บนเหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเหล็กยังมีสัดส่วน 29% ของมาตรการ AD ทั้งหมดที่บังคับใช้อยู่ในปี 2014 และมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมา ยกตัวอย่างเช่น กรณีของสหรัฐที่มีการใช้ AD สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กจีนเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2010-2014 จาก 18 เป็น 21 ชนิด ตามลำดับ

ขณะที่ไทยที่มีการใช้ AD สำหรับเหล็กนำเข้าจากจีนเพิ่มจาก 1 เป็น 8 ชนิดสินค้าในช่วงเวลาเดียวกัน

หลังจากนี้ต้องจับตาดูนโยบายเพื่อปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเหล็กของจีน แต่คาดว่าจะไม่ช่วยลดกำลังการผลิตส่วนเกินลงได้มาก แม้นโยบายจะมีจุดประสงค์ให้กลไกตลาดมีบทบาทมากขึ้น แต่ภาครัฐก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็กเหมือนเดิม อีกทั้งการตั้งเป้าหมายให้ธุรกิจเหล็กมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

โดยกำหนดว่า ภายในปี 2025 ปริมาณการผลิตของกลุ่มธุรกิจเหล็ก 10 อันดับแรกในจีนจะต้องมีผลผลิตไม่น้อยกว่า 60% ของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ โดยจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการควบรวมกิจการ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณการผลิตและกำลังการผลิตตามไปด้วย ในทางกลับกันกลับส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นหาทางส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อการขยายกิจการและยกระดับมาตรฐานของธุรกิจเหล็กของตนเอง เพื่อที่จะอยู่ได้ในอุตสาหกรรมโดยไม่ต้องถูกควบรวมอีกด้วย

ดังนั้น จึงประเมินได้ว่าจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในธุรกิจเหล็กของจีนใดๆ และปริมาณการผลิตนั้นก็จะยังคงสูงและล้นตลาดต่อไป ตราบใดที่นโยบายยังไม่สามารถขจัดบทบาทและการแทรกแซงของภาครัฐออกไปได้

โดยปัจจุบันประมาณการว่ากำลังการผลิตเหล็กทั้งหมดในจีนอยู่ที่ 1,250 ล้านตัน และปริมาณการผลิตในปี 2014 อยู่ที่ 823 ล้านตัน ส่งผลให้มีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ที่ราว 425 ล้านตัน

นั่นจึงหมายถึงว่า ประเทศผู้ใช้เหล็กต่างๆ จะเผชิญกับภาวะแข่งขันกับเหล็กนำเข้าจากจีนไปจนถึงปลายปี 2016 เป็นอย่างน้อย และจะเห็นการปรับตัวของผู้ผลิตมากขึ้น ทั้งรูปแบบการลดกำลังการผลิต การลดพนักงาน และการควบรวมกิจการ เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศจีนยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว

ขณะที่สมาคมเหล็กโลกคาดการณ์ปริมาณการบริโภคเหล็กในจีนในปี 2015 และ 2016 ว่าจะเติบโตติดลบในอัตรา 0.5% ต่อปี ในขณะที่คาดว่าปริมาณการผลิตจะยังคงเพิ่มขึ้นจนถึงปลายปีหน้าจากกำลังการผลิตที่ยังไม่สามารถลดลงได้ง่าย เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กในจีนส่วนใหญ่ยังเป็นของภาครัฐ หรือมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลท้องถิ่น แม้ว่าจะมีผู้ผลิตบางรายเริ่มปรับตัวโดยการหยุดการผลิตชั่วคราวไปบ้างแล้วก็ตาม แต่คาดว่ายังไม่พอกับปริมาณการบริโภคที่ชะลอตัวในสัดส่วนที่มากกว่า

นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าการใช้มาตรการ AD จะไม่สามารถช่วยลดการนำเข้าได้เท่าไรนัก ดังเช่นในกรณีมาเลเซียที่มีปริมาณการนำเข้าเหล็กลวดจากจีนในปี 2014 สูงขึ้นอีก 18% หลังจากประกาศใช้มาตรการในปีก่อนหน้า และไทยที่มีอัตราเติบโตของปริมาณการนำเข้าในไตรมาสแรกของปี 2015 สูงขึ้นอย่างมากถึง 57%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งที่ใช้มาตรการ AD แล้วตั้งแต่กลางปี 2014

เราจึงเริ่มเห็นผู้ผลิตเหล็กในประเทศต่างๆ มีการปรับตัวหรือปรับแผนธุรกิจมากขึ้น บางรายเลือกที่จะหยุดหรือปิดการผลิตในโรงงานที่มีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างต่ำเพื่อลดต้นทุน เช่น กรณี U.S. Steel ของสหรัฐ ที่ประกาศหยุดทำการในเตาถลุงทรงสูงชั่วคราว และปิดการผลิตถ่านโค้กในเมือง Granite City อย่างถาวรในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

กรณี Arcelor Mittal ที่มีอัตราส่วนการผลิตเหล็กกล้าเป็น 38% ของผลผลิตในทวีปอเมริกา ประกาศจะปิดทำการเหมืองแร่เหล็กในเมือง Georgetown อย่างถาวรและคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการควบรวมหรือร่วมทุนกับบริษัทที่ผลิตสินค้ากลุ่มเดียวกัน หรืออยู่ในสายการผลิตเดียวกัน เพื่อเพิ่มความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆ และรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ โดยเข้าไปซื้อกิจการของ Thyssen Krupp AG ที่เมือง Calvert ในสหรัฐอเมริกา เซ็นสัญญาร่วมทุนกับ Nippon Steel & Sumitomo Metal Corporation ในปีที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อว่า AM/NS Calvert เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นจากการผลิตที่ 75-80% เป็น 83% ของกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิต 5.3 ล้านตัน/ปี

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก