posttoday
ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ที่เสนอในร่างรัฐธรรมนูญ(1)

ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ที่เสนอในร่างรัฐธรรมนูญ(1)

16 กรกฎาคม 2558

โดย...ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์   สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

โดย...ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์   สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ก.สาระสำคัญของระบบเลือกตั้งแบบใหม่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในเดือน เม.ย. 2558 ได้มีการกำหนดให้เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากเดิมซึ่งเรียกว่าระบบคู่ขนาน (Parallel System) มาเป็นระบบสัดส่วนผสม (Mixed Member Proportional System หรือ MMP)

ระบบเดิมที่เรียกว่าระบบคู่ขนาน คือการมี สส.สองประเภทคู่กันไป คือ สส.ประเภทแรกเป็นผู้แทนที่ประชาชนเลือกตามเขตเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งปี 2558 สส.ประเภท “แบ่งเขต” นี้มีจำนวน 375 คน ส่วน สส.อีกประเภทหนึ่งเป็นผู้แทนที่ประชาชนเลือกจากบัญชีรายชื่อ ซึ่งจัดทำโดยพรรคการเมือง จำนวน สส.ของแต่ละพรรคเป็นสัดส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคนั้นได้รับ ในการเลือกตั้งปี 2558 สส.ประเภท “สัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อ” นี้มีจำนวน 125 คน รวมทั้งสองประเภทมีจำนวน 500 คน

ระบบสัดส่วนผสม หรือ MMP ซึ่งเสนอในร่างรัฐธรรมนูญก็มีลักษณะคล้ายกันกับระบบคู่ขนาน คือมี สส.แบ่งเขตเหมือนเดิม แต่จำนวนลดลงเป็น 250 คน และมี สส.บัญชีรายชื่อเป็นจำนวน 200-220 คน ที่แตกต่างกันคือวิธีการคำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) นำคะแนนจากบัญชีรายชื่อทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากทุกภาค (แบ่งประเทศเป็น 6 ภาค) มารวมกันเพื่อคำนวณสัดส่วน และใช้สัดส่วนนี้ในการคำนวณหาจำนวน สส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ (จำนวน สส.ทั้งหมดของทุกพรรคการเมืองรวมกัน 450 คน)

2) นำจำนวน สส.แบ่งเขตที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้ง มาเทียบกับจำนวน สส.ทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามขั้นตอนที่ 1) เพื่อคำนวณให้ได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดของพรรคการเมืองนั้น ตามที่จะคำนวณตามขั้นตอนที่ 3) หรือ 4) แล้วแต่กรณี

3) ในกรณีที่จำนวน สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม 1) มากกว่าจำนวน สส.ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจากทุกเขตรวมกัน ให้เพิ่ม สส.จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนเท่าจำนวนที่คำนวณได้ตาม 1)

4) ในกรณีที่จำนวน สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม 1) เท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวน สส.ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจากทุกเขตรวมกัน ให้พรรคการเมืองนั้นมีจำนวน สส.เฉพาะที่ได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (คือพรรคการเมืองนั้นจะไม่มี สส.บัญชีรายชื่อเลย)

5) ในกรณีที่จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่คำนวณได้ตาม 3) ของทุกพรรคการเมืองรวมกันมากกว่า 220 คน ให้ปรับลดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองลงตามสัดส่วนเพื่อให้รวมกันเป็น 220 คน (ในกรณีนี้ จำนวน สส.ทั้งหมดของทุกพรรคการเมืองรวมกัน 470 คน)

ขอยกตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีการคำนวณจำนวน สส.ในระบบสัดส่วนผสม หรือ MMP โดยสมมติให้มีพรรคการเมืองทั้งหมดจำนวน 4 พรรค แต่ละพรรคได้รับคะแนนเสียงตามที่ปรากฏในตารางที่ 1

ในขั้นตอนแรก เรานำคะแนนจากบัญชีรายชื่อมาคำนวณหาสัดส่วนในคอลัมน์ที่ 6 แล้วใช้สัดส่วนนี้ในการคำนวณหาจำนวน สส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้จากจำนวนรวม 450 คน ดังปรากฏผลในคอลัมน์ที่ 2 เช่น พรรค A ได้คะแนนบัญชีรายชื่อร้อยละ 44.50 จึงพึงมี สส.ได้ทั้งหมด 200 คน (คือร้อยละ 44.50 ของ 450 คน) ส่วนพรรค D ได้คะแนนบัญชีรายชื่อร้อยละ 20 จึงพึงมี สส.ได้ทั้งหมด 90 คน (คือร้อยละ 20 ของ 450 คน)

ในขั้นตอนถัดไป นำจำนวน สส.แบ่งเขตที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้ง (ดังปรากฏในคอลัมน์ที่ 3) มาเทียบกับจำนวน สส.ทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ (ในคอลัมน์ที่ 2)

หากจำนวน สส.ที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ (ในคอลัมน์ที่ 2) มากกว่าจำนวน สส.แบ่งเขตที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ (ในคอลัมน์ที่ 3) ก็ให้เพิ่ม สส.จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนเท่าจำนวนที่จะพึงมีได้ (เช่น พรรค A ได้เพิ่ม สส.จากบัญชีรายชื่อจำนวน 86 คน ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างจำนวน สส.ที่พรรค A พึงมีได้จำนวน 200 คน กับจำนวน สส.แบ่งเขตที่พรรค A ได้รับเลือกตั้งแล้วจำนวน 114 คน)

หากจำนวน สส.ที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ (ในคอลัมน์ที่ 2) เท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวน สส.แบ่งเขตที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ (ในคอลัมน์ที่ 3) ก็ให้พรรคการเมืองนั้นมีจำนวน สส.เฉพาะที่ได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของพรรค C โดยมีจำนวน สส.ที่พึงมีได้จำนวน 25 คน ซึ่งน้อยกว่า สส.แบ่งเขตจำนวน 36 คน พรรค C จึงไม่มี สส.จากบัญชีรายชื่อ และมีจำนวน สส.ทั้งหมดเท่ากับจำนวน สส.แบ่งเขต คือ 36 คน ในกรณีนี้พรรค C จะมีจำนวนที่นั่งในสภาเกินกว่าจำนวนที่พึงมีได้อยู่ 11 ที่นั่ง เราเรียกที่นั่งเหล่านี้ว่าที่นั่ง “ส่วนเกิน” หรือ Overhang seats

คอลัมน์ที่ 4 แสดงจำนวน สส.จากบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค และคอลัมน์ที่ 5 แสดงจำนวน สส.ทั้งสองประเภทรวมกันของแต่ละพรรค ซึ่งเมื่อรวมกันทุกพรรคจะมีจำนวน สส.ทั้งหมด 461 คน ส่วนที่เกินจำนวนเต็ม 450 คน มา 11 คนคือ Overhang seats ของพรรค C

คุณสมบัติที่ดีของระบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสมก็คือ จำนวน สส.ของแต่ละพรรคที่ได้รับเลือกตั้งสามารถสะท้อนคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับได้อย่างถูกต้องที่สุดเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ กล่าวคือสัดส่วนของจำนวน สส.จะมีค่าที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนของคะแนนเสียงมากที่สุด ผลการเลือกตั้งในตัวอย่างที่แสดงในตารางที่ 1 และที่นำมาสรุปในตารางที่ 2 ชี้ให้เห็นคุณสมบัติที่ดีของระบบ MMP เช่น พรรคการเมือง A ซึ่งได้คะแนนเสียง สส.บัญชีรายชื่อคิดเป็นประมาณร้อยละ 44 ของคะแนนทั้งหมด ได้จำนวน สส. 200 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 43 ของจำนวน สส.ทั้งหมด พรรคการเมือง B และ D ก็ได้จำนวน สส.ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนของคะแนนเสียง แต่พรรคการเมือง C ได้จำนวน สส.ในสัดส่วนที่สูงกว่าคะแนนเสียงเพราะเป็นพรรคที่มี Overhang seats

อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าระบบ MMP มีแนวโน้มที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งที่มีความเป็นธรรมมากกว่าระบบการเลือกตั้งแบบอื่นๆ

มาติดตามตอนหน้าว่าระบบการเลือกตั้งแบบเก่ามีปัญหาอะไร

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก