posttoday
ภัยแล้งกระหน่ำซ้ำ หวั่น ‘ฝืด-เฟ้อ’ กดดันครึ่งปีหลัง

ภัยแล้งกระหน่ำซ้ำ หวั่น ‘ฝืด-เฟ้อ’ กดดันครึ่งปีหลัง

16 กรกฎาคม 2558

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2558 เป็นต้นมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยก็ดูจะอยู่ภายใต้บรรยากาศของภาวะเงินฝืดมาโดยตลอด เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือดัชนีเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 6 เดือนซ้อน และทำสถิติต่ำสุดในรอบมากกว่า 5 ปี

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักจะพร้อมใจกันยืนยันว่า ตัวเลขที่ติดลบต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาสติดต่อกันจะยังไม่ใช่ภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นปัจจัยจากราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงอย่างฮวบฮาบมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วมากกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังซื้อในช่วง 6 เดือนมานี้ ขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาดหวังไว้ ไม่ว่าจะมองผ่านดัชนีเศรษฐกิจของทางการ หรือเป้าการตลาดของภาคเอกชนที่ลดลง

สถานการณ์เหล่านี้คาดว่าจะยิ่งเลวร้ายลงอีก หากภาวะภัยแล้งที่กำลังกระหน่ำหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางขณะนี้ ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนินโญ จนทวีความรุนแรงมากกว่าที่คาดไว้

เพราะในด้านหนึ่ง “ภาวะเงินฝืด” จะทวีความรุนแรงมากกว่าที่คาดไว้ ทั้งจากผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเกษตรกร ไปจนถึงผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ ที่จะถูกกระทบตามมา

และในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจไทยก็อาจต้องเผชิญกับ “ภาวะเงินเฟ้อ” อันเนื่องมาจากภัยแล้งรุนแรงไปพร้อมกัน

แน่นอนว่าภาวะเงินเงินเฟ้อและเงินฝืดไม่อาจเกิดขึ้นได้พร้อมกันในทางเทคนิค เพราะต่างขึ้นอยู่กับดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นหลัก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหากปัญหาภัยแล้งทวีความรุนแรงก็คือ ราคาสินค้าโดยเฉพาะในกลุ่มอาหารจะขยายตัวสูงขึ้นผิดปกติ ทั้งที่ดัชนีเงินเฟ้ออาจยังคงติดลบอยู่ โดยเป็นผลจากปริมาณสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดน้อยลง และในกรณีที่ภัยแล้งยืดเยื้อออกไปนานกว่าที่คาด ไม่มีฝนตกลงมาในเขื่อนมากเพียงพอ ก็อาจกระทบลามไปถึงภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้น้ำตามมาด้วย

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งว่า ราคาผักสดหลายชนิดในเดือน ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นมาสูงสุดในรอบ 4-5 ปี เนื่องจากมีปริมาณผักเข้าสู่ในระบบน้อยกว่าช่วงก่อน ฟักเขียวเฉลี่ย 22-25 บาท/กิโลกรัม (กก.) สูงสุดในรอบ 60 เดือน ผักชีคัด 18-20 บาท/ขีด สูงสุดในรอบ 25 เดือน พริกขี้หนูจินดา  8 บาท/ขีด สูงสุดในรอบ 43 เดือน กะหล่ำปลีคัด 35-40 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 30 เดือน กะหล่ำดอกคัด 45-50 บาท/กก. สูงสุดรอบ 9 เดือน ผักกาดคัด 29 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 25 เดือน ขณะที่ราคาขายปลีกไข่ไก่ก็ปรับขึ้นฟองละ 10 สต. เป็นผลจากอากาศร้อนแล้งจัดและการปลดแม่ไก่ไข่ออกจากระบบการเลี้ยง

ส่วนความกังวลว่าจะขาดแคลนน้ำใช้ ก็อาจลามไปถึงน้ำดื่มที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเริ่มพบการกักตุนสินค้ากันตามซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่กันบ้างแล้ว 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ของดัชนีเงินเฟ้อช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยการติดลบน่าจะชะลอตัวลงมาได้มาก เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงของการปรับฐานราคาน้ำมันโลก ซึ่งเริ่มมีราคาลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2557 เป็นต้นมา ทำให้ค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันไม่ได้กว้างมากเหมือนกับช่วงต้น-กลางปี ที่ราคาห่างกันมากกว่า 2 เท่า เช่น ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐ กลางเดือน ก.ค. 2557 ที่อยู่ในระดับราว 103 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ราคาในเดือนเดียวกันของปี 2558 กลับอยู่ที่ประมาณ 52.75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์ราคาสินค้าแพงโดยเฉพาะในกลุ่มอาหารจะแย่ลง เพราะหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยไม่มีฝนตกมาในเขื่อนภายในเดือน ส.ค. ตามที่ทางการวางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้สามารถมีน้ำเหลือใช้ได้จนถึงช่วงนั้น ก็จะทำให้น้ำยิ่งฝืดเคืองไม่เฉพาะต่อภาคการเกษตร แต่จะกระทบไปยังประชาชนทั่วไป และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากด้วย ทั้งในอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ไปจนถึงอุตสาหกรรมบริการ เช่น โรงแรม

“ภาวะข้าวของแพงจะยิ่งยากไปใหญ่สำหรับเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหากำลังซื้ออยู่แล้ว เพราะจะกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติของคนที่กังวลว่าจะไม่มีน้ำใช้ ทำให้ไม่อยู่ในอารมณ์ใช้เงิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องย้ำก็คือ นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น (Worst Case Scenario) ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของดินฟ้าอากาศยังไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะแย่จริงถึงขั้นนั้นหรือไม่ เพราะฝนอาจตกลงมาทำให้สถานการณ์ภัยแล้งของเราคลี่คลายลงในระดับหนึ่งก็ได้” เชาว์ กล่าว

ขณะที่ในมุมมองของ นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปัญหาภัยแล้งรุนแรงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและกำลังซื้อในประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากภัยแล้งยืดเยื้อไปถึงช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอ้างอิงจากผลการศึกษาเรื่องผลกระทบเอลนินโญของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้น และเป็นเกษตรเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะปัจจุบัน ชาวนาที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ยังจำกัดกลุ่มอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ที่ใช้น้ำจากการชลประทานเป็นหลักอยู่แล้ว และมีสัดส่วนเพียงกว่า 8 แสนไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดกว่า 60 ล้านไร่ ดังนั้น ที่ต้องลุ้นก็คือ ชาวนากลุ่มใหญ่ที่เหลือทั้งหมดว่าจะกลับมาเริ่มทำนาปีหลังเดือน ส.ค.ได้หรือไม่มากกว่า

แต่ถ้าไม่ได้ ชาวนาไทยก็มักจะหาวิธีปรับตัวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการหางานอื่นทำ การขายสินทรัพย์ หรือการกู้เงิน เพียงแต่แน่นอนว่าอาจไม่มีเงินซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ เหมือนในช่วงปกติ ซึ่งก็จะกระทบกำลังซื้อในภาคครัวเรือนลง

ขณะที่ กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า ภัยแล้งยังส่งผลกระทบไปยังกลุ่มมนุษย์เงินเดือนหากสินค้าราคาแพง ค่าครองชีพก็จะปรับตัวสูงขึ้นดังนั้น ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนอกเหนือจากการส่งออกที่ชะลอตัว

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า แม้จะยังไม่มีปัญหาภัยแล้งมาเป็นปัจจัยลบซ้ำ แต่ลำพังปัจจัยเรื่องรายได้ที่ลดลงของภาคเกษตรกร จากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงราว 85% ของจีดีพี ก็กดดันการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้ซบเซาลงอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างบริษัท สหพัฒนพิบูล ที่คาดว่ารายได้สิ้นปีนี้จะโตได้แค่ 3% เท่านั้น จากเป้าหมายที่ 7%

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ค. 2558 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังบ่งชี้ว่า การบริโภคสินค้าคงทนยังหดตัว เช่น ยอดขายรถจักรยานยนต์เดือน พ.ค. ที่ติดลบ 5.4% ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งติดลบ 21.1% ต่อปี สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงที่ติดลบ 17.8% ต่อปี ในขณะที่หากดูจากตัวเลขเงินเฟ้อช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่า แม้เทียบเป็นรายเดือนตัวเลขจะยังขยับเป็นบวกได้ แต่ก็ขยายตัวเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.1% กว่าเท่านั้น 

ดังนั้น ฟ้าฝนที่เป็นใจและความสามารถในการบริหารจัดการภัยแล้ง จึงเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะไม่เพียงมีผลต่อเกษตรกรที่เป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบหลักเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้บริโภคในภาพรวม หากสถานการณ์แล้งยืดยาวและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว