posttoday
สงครามแย่งน้ำ : ภัยแล้ง และการบริหารจัดการน้ำ (จบ)

สงครามแย่งน้ำ : ภัยแล้ง และการบริหารจัดการน้ำ (จบ)

14 กรกฎาคม 2558

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

ภาวะภัยแล้งที่รุนแรงในช่วงนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาอย่างมากในขณะนี้

น้ำจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ การขาดแคลนน้ำทำให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานไม่สามารถปลูกข้าวได้ตามฤดูกาลเป็นครั้งที่สองต่อเนื่องกัน แม้รัฐบาลจะมีมาตรการชดเชยช่วยเหลือแต่ก็ยังไม่เพียงพอ

เกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อเพาะปลูกไม่ได้ก็ไม่มีรายได้ ราคาพืชผลการเกษตรทุกชนิดตกต่ำ ทำให้ขาดทุน หนี้สินก็เพิ่มขึ้น เพราะผลจากการใช้นโยบายและมาตรการที่ไม่เคยมีการศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่มีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเทศไทยต้องมีการศึกษาเตรียมการเพื่อรองรับกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรและยั่งยืน

เมื่อเกษตรกรไม่มีรายได้ มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ก็ไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย ทำให้การหมุนเวียนของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ายอดขายรายรับของภาคธุรกิจเกือบทุกชนิดลดลงร้อยละ 30-70 การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็ต้องลดลงตามไปด้วย

หากรัฐบาลพยายามรีดภาษีโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ธุรกิจก็จะปิดตัวลง คนก็จะตกงาน ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยและปัญหาสังคมที่มีอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้น

น้ำ คือ ชีวิต เกษตรกรอยู่ได้เพราะมีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ภาษิตโบราณก็สอนเราอยู่แล้วว่า “ถ้าชาวนาตาย 1 คน พ่อค้าตาย 100 คน”  วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ชัดเจนว่าที่เราฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะภาคเกษตรกรรมของไทยไม่ได้รับผลกระทบ และรัฐบาลมีนโยบายและโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่งด้วย

จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีแผนการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหลายฉบับ มีการทบทวนอยู่หลายครั้ง ล่าสุดก็มีแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่จัดทำโดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลชุดนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการจัดทำแผนแบบบูรณาการที่มององค์รวมของปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำ

แผนยุทธศาสตร์ยังมีลักษณะแยกเรื่องการบริหารจัดการน้ำออกเป็นส่วนๆ และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเป็นเรื่องสุดท้าย  ทั้งที่เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอันดับแรก ซึ่งในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงเรื่องความไม่เชื่อมโยง ทำให้ขาดเอกภาพทั้งนโยบายและโครงสร้างการบริหารจัดการ การรวมหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำมาอยู่ด้วยกันจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน

การจัดตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำจะแก้ปัญหาได้ เพราะจะเป็นผู้รับผิดชอบนำเอานโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมาดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพ จะได้ไม่มีปัญหาเหมือนปัจจุบันที่กรมชลประทานอยู่กระทรวงเกษตรฯ กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังมีบางหน่วยงานที่งานซ้ำซ้อนอยู่กระทรวงอื่นอีก

กระทรวงเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลคนเดียวกัน นอกจากนั้นประธานกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก็เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการที่ปฏิบัติงานก็จะอึดอัด ไม่รู้จะรับนโยบายจากใคร จะทำงานอย่างไรถึงจะถูกใจผู้บังคับบัญชาที่ให้คุณให้โทษโดยตรง การทำงานก็ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เกิดประสิทธิผล

ถึงแม้ร่างแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่จะดีอย่างไร ประชาชนก็คงอยากเห็นว่ารัฐบาลมีโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมให้เขาอย่างไร

หากเอาแผนที่มีอยู่มาพิจารณาจะเห็นว่า การกำหนดประเด็นปัญหายังไม่ครบถ้วน ภาพกว้างแต่ไม่ลงไปถึงรากเหง้าของปัญหา เช่น ประปาหมู่บ้านตามข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช.2ค.) ในปี 2556 พบว่า 7,490 หมู่บ้าน ยังไม่มีระบบประปา และอีกกว่า 2,000 หมู่บ้าน มีประปาแล้ว แต่ยังมีปัญหาการขาดแคลนและคุณภาพน้ำอยู่ เพราะมีข้อจำกัดในการจัดหาน้ำต้นทุน ทั้งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล

ตัวเลขเป็นเช่นนี้มานานหลายปี แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ว่าจะไปแจกโอ่ง ทำถังเก็บน้ำฝน ขุดลอกเพื่อขยายพื้นที่เก็บกักน้ำหรือขุดบ่อบาดาลเพิ่มแล้วก็ตาม ก็ต้องส่งรถน้ำเข้าไปแจกน้ำทุกปี เพราะวิธีคิดและการแก้ปัญหายังอยู่ในกรอบเดิมมาตลอด

หากจะแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืนต้องนำแนวทางพระราชดำริเรื่องอ่างพวงมาใช้ คือการเอาน้ำจากแหล่งน้ำที่มีน้ำเกินความต้องการและไหลทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์มาเติมให้กับแหล่งน้ำที่ขาดแคลนหรือไม่มีน้ำ
ดังนั้น การแก้ปัญหาประปาหมู่บ้านที่ยังไม่มี มีแต่ใช้ไม่ได้หรือไม่พอใช้ก็คือการต่อท่อเชื่อมโยงเป็นระบบที่สามารถนำน้ำจากแหล่งน้ำที่มีมากมาเติมให้หมู่บ้านที่ไม่มีน้ำต้นทุน หากไม่ทำเช่นนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้

การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อเนื่องถึงปีหน้า เพราะน้ำต้นทุนในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเกือบทั้งหมดแทบจะไม่มีเหลือ หากฝนไม่ตกจะมีน้ำใช้อีกเพียงไม่ถึงเดือน กว่าน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำจะเก็บน้ำได้พอเพียงสำหรับใช้ในฤดูแล้งปีหน้าก็ต้องขึ้นอยู่กับฝนที่จะตกลงมามากน้อยเท่าไร

ถ้าไม่ต้องพึ่งพาฝนอย่างเดียวก็ต้องนำแนวพระราชดำริเรื่องอ่างพวงมาใช้เช่นเดียวกัน คือการผันน้ำจากแหล่งน้ำที่มีน้ำมากมาเติมตามเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เช่น ทางภาคเหนือและภาคกลาง โครงการผันน้ำ
แม่ยวมมาเติมเขื่อนภูมิพลที่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ มีการทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว

รายละเอียดโครงการนี้เคยเสนอไว้ในบทความก่อนแล้ว จะสามารถเติมน้ำได้ปีละกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี คุ้มทุนภายใน 6 ปี สามารถหล่อเลี้ยงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และยังเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง

รวมทั้งรักษาระบบนิเวศไล่น้ำเสียและดันน้ำเค็มที่จะขึ้นมาในช่วงฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีนได้เป็นอย่างดี อีกโครงการที่ควรเร่งรัดดำเนินการทำการศึกษาออกแบบคือ โครงการ กก-อิง-น่าน ที่จะผันน้ำมาเติมให้เขื่อนสิริกิติ์

ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาเติมตามเขื่อนอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ ลำคลองและแหล่งน้ำที่มีอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่แห้งแล้งที่มีปริมาณน้ำฝนน้อย เมื่อมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นก็สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้มากขึ้น

แต่การขยายพื้นที่ด้วยระบบคลองเปิดนั้นไม่สามารถจะทำเพิ่มได้อีกมากนัก เพราะสภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยตามที่เสนอไปแล้วก่อนนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการส่งน้ำด้วยระบบท่อ ซึ่งสามารถทำเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันให้สามารถผันน้ำจากพื้นที่ที่มีน้ำน้อยไปให้พื้นที่ที่มีน้ำมากได้ และยังจะช่วยระบายน้ำในช่วงน้ำท่วมออกจากพื้นที่ไปไว้ในพื้นที่ที่สามารถเก็บน้ำและต้องการใช้น้ำได้ด้วย

สำหรับภาคอีสานยังได้จัดทำแผนพัฒนาบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและเพิ่มพื้นที่การเกษตรชลประทาน โดยใช้น้ำในลุ่มน้ำของตนเองไว้อีกด้วย ในระยะแรกได้งบประมาณมาดำเนินการศึกษาได้ 19 พื้นที่วิกฤตน้ำ (อีสานตอนบน) 13 จังหวัด ได้ทำโครงการนำร่องที่มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและออกแบบไว้แล้ว สามารถดำเนินการจัดจ้างและก่อสร้างได้เลยในพื้นที่ทั้ง 19 แห่งแล้ว

กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการจัดจ้างไปแล้ว 2 โครงการ ยังสามารถทำได้เลยอีก 17 โครงการ ใช้งบประมาณเพียง 3,000 ล้านบาท หากทำครบทั้งพื้นที่จะขยายพื้นที่ชลประทานได้อีก 2.36 ล้านไร่ ที่เหลืออีก 49 พื้นที่อีสานล่างก็ควรเร่งรัดดำเนินการเช่นเดียวกัน

ส่วนการบริหารจัดการนั้นต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ แทนที่จะเป็นกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งจะดูแต่เฉพาะลุ่มน้ำของตัวเองและบางครั้งกรรมการก็ไม่ได้เป็นผู้ใช้น้ำโดยตรง มาเป็นการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้น้ำจากการรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้น้ำจริง ในระยะแรกนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกพระราชบัญญัติน้ำ เพราะจะทำให้เกิดปัญหา ให้ใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไปก่อนจนเข้าที่เข้าทาง

เช่น กรรมการลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน รวมกันเป็นเจ้าพระยา และไหลออกไปท่าจีนก็อาจมีตัวแทนจาก 6 ลุ่มน้ำมาร่วมกันบริหารจัดการ และหากมีระบบการส่งน้ำที่ชัดเจนแล้วกรรมการลุ่มน้ำต้องเลือกกันเองจากแต่ละกลุ่มผู้ใช้น้ำมาร่วมกันบริหารจัดการเป็นระดับไปจนถึงระดับชาติ

ทั้งหมดนี้รัฐบาลสามารถทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงและผลงานที่เป็นรูปธรรมได้ทันทีอย่างที่นายกรัฐมนตรีต้องการ

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว