posttoday
การปรับโครงสร้างหนี้ ของสถาบันการเงิน

การปรับโครงสร้างหนี้ ของสถาบันการเงิน

13 กรกฎาคม 2558

โดย...สุธาศินี นิมิตกุล

โดย...สุธาศินี นิมิตกุล

หากยังจำกันได้ ประเทศไทยเรียนรู้เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้แบบจริงจังครั้งแรกหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อประมาณปี 2542-2545 ในช่วงนั้นลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์กลายมาเป็น NPL สูงถึงเกือบ 50% ของสินทรัพย์รวมจนทำให้ธนาคารต้องกันสำรองจำนวนมาก และไปจำกัดเงินกองทุนของธนาคารจนทำให้ไม่สามารถนำไปปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้ และไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ

ท้ายที่สุด ภาครัฐโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทำข้อตกลงให้เจ้าหนี้ลูกหนี้เข้ามาสู่กระบวนการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กัน

แน่นอนว่า ในช่วงเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ทุกฝ่ายต่างมีส่วนในการก่อตัวของปัญหาฟองสบู่ ทางด้านของลูกหนี้ก็มีความคาดหวังกู้มากอยากรวย ใช้จ่ายเกินตัว ส่วนทางฝั่งของเจ้าหนี้ก็อยากขยายธุรกิจ ในขณะที่ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลก็ตามกระแส ไม่ได้ทักท้วงเพราะเชื่อว่าตลาดยังดีอยู่ ซึ่งหากจะว่าไปแล้วก็เหมือนเป็นการสมยอมของทุกฝ่ายในการผ่อนคลายการขยายสินเชื่อ

หลักการนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสามารถช่วยลดความรุนแรงของปัญหา NPL ลง และทำให้สถาบันการเงินสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในระบบการเงินต่อไปได้อีกครั้ง

หลักการของการปรับโครงสร้างหนี้ คือในกรณีที่ลูกหนี้ยังมีศักยภาพ เจ้าหนี้จำเป็นต้องยอมรับสภาพที่เข้าเนื้อมีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่รอการชำระหนี้ แต่ผลที่ได้รับก็คือ ธนาคารจะมีลูกหนี้ที่พลิกฟื้นกลับเป็นหนี้ปกติ

ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งนั้น ธนาคารต่างๆ ก็ปรับโครงสร้างหนี้ไปบนหลักการนี้อย่างระมัดระวังและมีวินัย ด้วยเหตุผลที่มีคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้กำกับดูแลอยู่ และมักจะเป็นการเจรจาร่วมกันในหมู่เจ้าหนี้ร่วมหลายๆ ราย ทำให้ต่างต้องพิจารณาศักยภาพแท้จริงของลูกหนี้ไม่ให้เจ้าหนี้ระหว่างกัน หรือลูกหนี้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ประโยชน์มากจนทำให้ฝ่ายใดเสียประโยชน์จนเกินความจำเป็น

ในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติก็พอจะมั่นใจได้ว่าธนาคารพาณิชย์ก็มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีบรรษัทภิบาลในการจะดูแลตนเองและการดูแลลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) อย่างระมัดระวัง

แต่ประเด็นที่อยากชวนให้ติดตามก็คือ ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาและชะลอตัวลง เส้นแบ่งระหว่างการแก้ไขปัญหาศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี้กับการแก้ปัญหาเงินกองทุนของธนาคารเองอาจจะคลุมเครือได้มาก

กล่าวคือในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันการบริโภคภายในประเทศคงตัว ในขณะที่การส่งออกถดถอยเพราะคู่ค้าต่างประเทศมีปัญหาในหลายทวีป

การลงทุนภาครัฐและเอกชนจากในและต่างประเทศแทบจะไม่มี และมีความเสี่ยงที่กิจการในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจจะเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ครบตามกำหนด

ผู้บริโภคที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจนเกิดเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งในภาวะเช่นนี้ธนาคารเองก็มีข้อจำกัดในการประเมินศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ว่าแค่ซึม ซึมลึก หรือหนี้เสีย เพราะยากที่จะตัดสินว่าธุรกิจลูกหนี้นั้นยังมีศักยภาพที่จะดำเนินการต่อไปได้หรือไม่

ถ้าหากธนาคารจะพนันว่า ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นทั้งระบบ แล้วเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ NPL ของธนาคารเร่งตัวขึ้น ถ้าปรากฏว่าเป็นปัญหาระยะสั้นจริงก็ถือว่าธนาคารโชคดี

แต่ถ้าเบื้องหลังการไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่มีศักยภาพที่จะดำเนินกิจการอย่างมีกำไรต่อไปได้ หรือเป็นกิจการประเภทอาทิตย์อัสดง (Sun set industry) ที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ได้เกิดจากวงจรเศรษฐกิจก็จะเท่ากับเป็นการซื้อเวลาของธนาคาร

และหากในที่สุดลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียขึ้นมาจริง ธนาคารก็จะยิ่งเสียหายมากกว่าการดำเนินการแก้ไข หรือติดตามหนี้ไปตั้งแต่ตอนที่ลูกหนี้เริ่มเสีย ซึ่งในกรณีนี้จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับธนาคารใช้การปรับโครงสร้างหนี้ในการตกแต่งบัญชี

แม้ในขณะนี้จะยังไม่ได้มีสัญญาณที่บ่งบอกเป็นลางร้ายว่าจะมี NPL เพิ่มขึ้นในระบบธนาคารมหาศาล จนกระทบฐานะความมั่นคงของสถาบันการเงินไทย และในปัจจุบันก็มีมาตรการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่ค่อนข้างจะเข้มงวดกว่าในอดีตมาก

แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเอาการปรับโครงสร้างหนี้ไปใช้ในทางที่ผิดโดยไม่มีเจตนา ซึ่งผู้เกี่ยวข้องสมรู้ร่วมคิดกัน คือ ลูกหนี้หลบหลีก เจ้าหนี้ละเลย และผู้กำกับดูแลละเว้น ทุกฝ่ายควรที่จะร่วมมือกันดำเนินการด้วยความระมัดระวัง มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้ฝากเงินและสังคม โดยหากลูกหนี้รู้ว่ากิจการของตนไปไม่รอดแน่ก็ควรเข้ามาขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ ในขณะที่ธนาคารก็ควรดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ไม่ซื้อเวลาเพื่อช่วยพยุงฐานะเงินกองทุนตัวเองไม่ให้ถูกกระทบจากการกันสำรองมากกว่าที่จะช่วยลูกหนี้ให้ฟื้นได้

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องมีการกำกับควบคุมการดำเนินการของธนาคารอย่างใกล้ชิด และกล้าที่จะทักท้วงการกระทำที่ส่อไปในทางการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อกลบเกลื่อนซื้อเวลา แทนที่จะยึดหลักการปรับโครงสร้างหนี้ที่ต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหาลูกหนี้ที่มีศักยภาพจะดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไปได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก