
พลังเยาวชนบนโลกสมัยใหม่ (จบ)
อาทิตย์ก่อนทิ้งท้ายไว้ว่า ควรจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากพลังเยาวชน เยาวชนในที่นี้ไม่ใช่นักศึกษา 14 คน
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
อาทิตย์ก่อนทิ้งท้ายไว้ว่า ควรจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากพลังเยาวชน
เยาวชนในที่นี้ไม่ใช่นักศึกษา 14 คนที่ศาลทหารเพิ่งสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่หมายถึงเยาวชนทั่วไปในช่วงที่เป็นวัยรุ่นจนถึงหนุ่มสาวกำลังศึกษาอยู่ โดยได้เล่าประสบการณ์ของผู้เขียนเองในสมัยที่อยู่ในช่วงวัยเหล่านั้นว่าเคย “ระห่ำ” มาอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะคนในช่วงวัยนี้มีพลังงานมาก ทั้งพลังร่างกายและพลังความคิด และในทางรัฐศาสตร์ พลังที่คนพวกนี้มีอยู่อย่างมหาศาลอีกอย่างหนึ่งก็คือ “พลังอุดมการณ์” หรือ “ความคาดหวัง”
ใน พ.ศ. 2540 ที่กำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งเนื้อหาส่วนหนึ่งต้องการส่งเสริมเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงให้มากขึ้น เป็นต้นว่า ให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปี สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ รวมถึงการเพิ่มสิทธิของเด็กและเยาวชนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มากขึ้น ผู้เขียนในฐานะประธานอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของสภาร่างรัฐธรรมนูญประจำจังหวัดนนทบุรี จึงได้เสนอโครงการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญต่อทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ผู้เขียนทำงานอยู่ ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติด้วยดี โดยได้เชิญตัวแทนนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีอยู่ 5-6 แห่งใน จ.นนทบุรี รวม 120 คน มาร่วมอบรมในหลักสูตรนี้
การอบรมใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ในช่วงเช้าและเย็นจะมีกิจกรรมแบบค่ายลูกเสือ คือ ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และจิตอาสา ในช่วงที่จัดเป็นห้องเรียนตอนเช้าและบ่ายนั้นจะใช้กิจกรรม Training by Acting คือทำเนื้อหาทางวิชาการให้เป็นบทบาทสมมติหรือการลงมือปฏิบัติจริง พอค่ำๆ ก่อนนอนก็จะเป็นเรื่องของ Sensitivity Moment คือช่วงเวลาแห่งการหลอมรวมจิตใจ ซึ่งในคืนแรกผู้เขียนในฐานะผู้อำนวยการโครงการก็ได้ทำกิจกรรมหลอมรวมจิตใจในเรื่อง “อุดมการณ์เพื่อการสร้างชาติบ้านเมือง”
วิธีการก็เริ่มต้นด้วยการให้นักเรียนผู้เข้ารับการอบรมแต่ละคน “นึกถึงความฝัน” ที่เคยคิดอยากได้อยากเป็นตั้งแต่เด็กๆ มาสัก 5 อย่าง แล้วผู้เขียนก็สรุปในเชิงวิชาการว่า อุดมการณ์นี้ก็คือ “ความคิดความฝันต่างๆ” นั่นเอง เพราะคำว่าอุดมการณ์ในภาษาอังกฤษนั้นคือ Ideology ซึ่งมีที่มาจากคำว่า Ideal คำนี้แปลตรงตัวว่า “ความฝัน” คือสิ่งที่ยังไม่มีและยังไม่เกิดขึ้น แต่อยากให้มีขึ้นหรืออยากให้เกิดขึ้น โดยนักจิตวิทยาท่านว่าสิ่งนี้คือพลังที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในตัวมนุษย์ เพราะมนุษย์นี้อยู่ด้วยความหวัง อย่างที่มีสุภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ว่า “Still Hope, Still Life – เมื่อยังมีหวังก็ยังจะอยู่ได้ต่อไป” (อย่างที่ในหนังวัยรุ่นยอดฮิตเรื่อง Hunger Game ที่ปัจจุบันมีถึงภาคที่ 4 ได้บอกไว้ตั้งแต่ภาคแรกว่า “ความหวังนั้นสามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งเผด็จการ”)
จากนั้นให้นักเรียนที่มาอบรมแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10 คน มานั่งระดมสมองกันในกลุ่มว่ามีความฝันหรืออยากให้สังคมบ้านเมืองเป็นอย่างไรกลุ่มละ 10 เรื่อง แล้วให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอด้วยกระบวนการ “รณรงค์เลือกตั้ง” โดยใช้ความฝันทั้ง 10 เรื่องนั้นมาเป็น “ข้อเสนอ” หรือนโยบายของพรรค ส่วนผู้เขียนซึ่งเป็นวิทยากรก็มีหน้าที่เป็น “คอมเมนเตเตอร์” โดยให้คะแนนจาก “ความเป็นไปได้จริง” และ “ผลกระทบที่เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน”
ผู้เขียนสังเกตนักเรียนผู้เข้ารับการอบรมพบว่า “อุดมการณ์” หรือความฝันที่พวกเขาคิดขึ้นเพื่อแก้ไขบ้านเมืองนั้นมีที่มาจาก 2 ส่วน คือ หนึ่ง ความล้มเหลวของรัฐบาลหรือนักการเมือง เพราะทุกกลุ่มอภิปรายเหมือนๆ กันว่าปัญหาของบ้านเมืองเกิดจากคนพวกนี้ สอง ข้อมูลข่าวสารที่ได้รู้มาเกี่ยวกับความเจริญของประเทศอื่นๆ ซึ่งพวกเขาบอกว่าประเทศไทยควรเอาเป็นต้นแบบ
ดังนั้น ท่านที่เป็นผู้นำ ผู้ปกครอง หรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลายต้องยอมรับในเบื้องต้นก่อนว่า ท่านเองนั่นแหละคือตัวปัญหาในสายตาของเยาวชน เพราะนี่คือจิตวิทยาพื้นฐานที่คนรุ่นหนุ่มสาวมักจะมองว่าคนที่เกิดก่อนพวกเขาว่ายังไม่สามารถทำให้พวกเขามีความพอใจหรือเป็น “ที่พึ่ง-ที่หวัง” ได้ และด้วยความที่ถูกปลูกฝังมาว่าพวกเขาคือ “อนาคตของชาติ” จึงทำให้คนเหล่านี้รู้สึกถึง “ความรับผิดชอบ” ที่จะต้องร่วมแก้ปัญหาเหล่านี้ และนี่ก็คือสาเหตุที่เยาวชนพากันหลั่งไหลออกมาในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา อย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับ คสช.ในยุคนี้
ผู้เขียนก็เชื่อเหมือนอีกหลายๆ ท่านว่า ลำพังกลุ่มดาวดินและเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาสังคม 200-300 คน ที่ให้การสนับสนุนนักศึกษากลุ่มนี้ หรืออาจจะมีนักการเมืองชั่วๆ หนุนหลังอย่างเข้มแข็งก็ตามที ก็คงทำอะไร คสช.ไม่ได้ แต่ถ้า คสช.จัดการกับคนที่มาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ดี เพราะที่ศาลทหารปล่อยไปนี้ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพียงแค่ชะลอปัญหา เพราะนักศึกษากลุ่มนี้ก็จะยังเคลื่อนไหวต่อไป ซึ่งก็จะก่อให้เกิด “จิตวิทยากลุ่ม” ถึงการเป็นพรรคเป็นพวก โดยเฉพาะความเป็นเยาวชน ทำให้มีคนเกิด “อุดมการณ์ร่วม” ขึ้นได้ง่ายๆ ต่อไป อย่างที่ผู้เขียนยกตัวอย่างให้เห็นแล้วในช่วงเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิด 14 ต.ค. 2516 แม้หลายคนจะบอกว่า “บริบท” หรือองค์ประกอบต่างๆ แตกต่างกัน แต่ที่ผู้เขียนเห็นว่าคนเหล่านี้มีอยู่เหมือนกัน และเป็น “ปัจจัยหลัก” ของการเกิดขึ้นซึ่งการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองก็คือ “ความคิดฝัน”
ผู้เขียนอยากเสนอแนะแก่ คสช.ให้เห็นความสำคัญของพลังเหล่านี้ โดยแปรเปลี่ยนความอยากเอาชนะคนรุ่นก่อนที่มีอยู่ในตัวเยาวชนมาเป็นประโยชน์เพื่อการพัฒนาบ้านเมือง ด้วยการกำหนดให้เป็นแนวนโยบายของรัฐที่จะให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาจัดให้มีกิจกรรมเพื่อสังคม อย่างเช่น ในระดับเด็กเล็กชั้นอนุบาล ก็ให้คุยเรื่องครอบครัวญาติพี่น้องและบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อสอนให้เขารู้จักการสร้างความสัมพันธ์กับสังคมรอบด้าน พอเด็กโตขึ้นมาในชั้นประถม ก็ให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือครอบครัวและชุมชน พอถึงชั้นมัธยม ก็ทำงานจิตอาสาและสาธารณกุศลต่างๆ พอขึ้นมหาวิทยาลัย ก็ให้ร่วมทำงานการเมืองกับภาคประชาสังคมต่างๆ ร่วมแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างที่พวกเขาอยากจะริเริ่ม รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณให้ตามสมควร หรือถ้าธุรกิจและเอกชนใดๆ มาสนับสนุนก็จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น ลดภาษี หรือสัมปทาน ซึ่งก็จะส่งผลถึงการทรัพยากรมนุษย์ในระดับชาติที่จะส่งผลถึง “ศักยภาพในการแข่งขัน” ที่ได้จากการพัฒนาเยาวชนเหล่านี้ให้สามารถอยู่ได้อย่างโดดเด่นในสังคมนานาชาติ
ทำอย่างนี้ ไอ้คนที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงอยู่ต่างแดนก็จะแห้งตายไปทันที







