
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางนายกฯคนนอก
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางนายกฯคนนอก แต่ย้ำหลักการต้องได้เสียงจากสภา2ใน3อย่างเดียว ห้ามไปทางลัด ตัดอำนาจวุฒิสภากลั่นกรองครม. ปิดทางนายกฯใช้ทางด่วนเสนอกม.
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางนายกฯคนนอก แต่ย้ำหลักการต้องได้เสียงจากสภา2ใน3อย่างเดียว ห้ามไปทางลัด ตัดอำนาจวุฒิสภากลั่นกรองครม. ปิดทางนายกฯใช้ทางด่วนเสนอกม.
เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในหมวดคณะรัฐมนตรี โดยมีความเห็นร่วมกันว่าให้นายกรัฐมนตรีมีที่มาจาก 2 ทาง คือ 1.ให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกจากบุคคลที่เป็นสส. และ 2.ให้สภาฯลงมติเลือกจากบุคคลที่ไม่ได้เป็นสส.แต่ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน3ของจำนวนสส.เท่าที่มีอยู่ในสภาฯ
ขณะเดียวกัน คณะกมธ.ยกร่างฯ ยังกำหนดลงไปว่าหากเกิดกรณีที่พ้นกำหนด 30 วันแต่สภาฯไม่สามารถเลือกบุคคลมาเป็นนายกฯได้ ให้ประธานสภาฯนำชื่อของบุคคลที่เป็นสส.ที่ได้รับเสียงข้างมากสภาฯทูลเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
ทั้งนี้ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีไม่ได้ และนายกฯไม่ต้องเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้วุฒิสภาพิจารณาก่อน แต่นายกฯและรัฐมนตรีต้องเสนอแสดงสำเนาการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 5ปีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นอกจากนี้ คณะกมธ.ยกร่างฯปรับแก้อำนาจของนายกรัฐมนตรีบางประการด้วย โดยนายกฯสามารถขอให้สภาฯลงมติไว้วางใจตัวเองได้ตามมาตรา 181 แต่ไม่ตัดสิทธิสส.ในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังจากนั้น จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกห้ามสส.ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯอีก ส่วนมาตรา 182 ซึ่งให้นายกฯสามารถเสนอขอความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินจากสภาฯผ่านการเสนอร่างพ.ร.บ.ให้สภาฯเห็นชอบได้ภายใน 48 ชั่วโมงนั้นคณะกมธ.ยกร่างฯได้ตัดมาตรานี้ทิ้งออกทั้งหมด
ส่วนมาตรา 184 ว่าด้วยการให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาราชการแทนรัฐมนตรีนั้นคณะกมธ.ยกร่างฯได้มีการปรับถ้อยคำ คือ ในกรณีที่จำนวนของรัฐมนตรี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีทั้งคณะ ให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆ จากเดิมที่กำหนดให้ปลัดกระทรวงเข้ามารักษาการทันทีเมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุจากการยุบสภาฯ นอกจากนี้ คณะกมธ.ยกร่างฯยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่รักษาการดังกล่าวสามารถลาออกจากการรักษาการได้







