
ปล่อยนศ.พักรบชั่วคราว รอ​เชื้อปะทุรอบใหม่​
แม้ในความเป็นจริงจะเป็นเพียงแค่การ “พักรบ” ชั่วครู่ชั่วคราว แต่ต้องยอมรับว่าการปล่อยตัว 14 นักศึกษาแบบไม่มีเงื่อนไขของศาลทหาร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้ในความเป็นจริงจะเป็นเพียงแค่การ “พักรบ” ชั่วครู่ชั่วคราว แต่ต้องยอมรับว่าการปล่อยตัว 14 นักศึกษาแบบไม่มีเงื่อนไขของศาลทหาร มีส่วนสำคัญในการช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นผลดีกับทุกฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นด้านนักศึกษา ซึ่งทั้ง 14 คนได้รับอิสรภาพ สามารถออกมาใช้ชีวิตปกติ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นพลังของเครือข่ายมวลชน จากทั้งคณาจารย์ นักคิด นักเขียน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษา
อีกด้านหนึ่งยังเป็นผลดีกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากกระแสมวลชนที่เริ่ม “จุดติด” และทำท่าจะบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.
ทว่า นี่ยังเป็นเพียงแค่ “ยกแรก” ซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ ต่างฝ่ายต่างจดๆ จ้องๆ หยั่งเชิง ดูท่าที เพื่อประเมินสถานการณ์ในการเคลื่อนไหวยกต่อๆ ไป
ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลา 10 กว่าวันที่ผ่านมา ในช่วงกลุ่มนักศึกษาถูกคุมตัวได้ปลุกให้พลังมวลชนที่คัดค้านรัฐประหารเข้มแข็งและขยายวง จนมีแนวร่วมออกมาเปิดตัวมากขึ้น
ที่สำคัญภายหลังการปล่อยตัว 14 นักศึกษา ทางกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) ยืนยันว่าจะเดินหน้าสู่เป้าหมาย คัดค้านต่อต้านรัฐประหารต่อไป
สอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ของ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของกลุ่มนักศึกษา 14 คน ที่เป็นเหมือนสัญญาณเดินหน้าลุยเคลื่อนไหวต่อไป
“การปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้นักศึกษา 14 คนสามารถเคลื่อนไหวต่อได้เพราะเป็นสิทธิ แม้แต่รัฐบาลก็ห้ามไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องรายงานตัวกับศาลทหาร เพราะไม่ได้ถูกขังตามอำนาจหมายศาลแล้ว หลังจากนี้พนักงานสอบสวนต้องหาพยานหลักฐานทำสำนวนส่งฟ้องต่ออัยการศาลทหาร และนำตัวนักศึกษามาฟ้องที่ศาลทหาร ดังนั้น การทำงานของอัยการศาลทหารจึงไม่กำหนดระยะเวลาตายตัว หากถูกคุมขังต้องดำเนินการภายใน 48 วัน นับตั้งแต่วันถูกจับ ตอนนี้เด็กเป็นอิสระ จะไปไหนก็ได้ เพราะถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด”
จากการปล่อยตัว14 นักศึกษาย่อมเป็นตัวอย่างที่จะกระตุ้นให้อีกหลายกลุ่มกล้าออกมาเคลื่อนไหวท้าทายคำสั่ง คสช.มากยิ่งขึ้น และนั่นจะยิ่งเป็นปัญหาท้าทาย คสช.ในระยะยาวที่จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกใช้ความเข้มงวดหรือผ่อนผันในแต่ละกรณีอย่างไร
ที่สำคัญการตัดสินใจของ คสช.นับจากนี้ถือเป็นเดิมพันที่ล้วนแต่ส่งผลต่ออนาคตของ คสช.ที่ต้องระมัดระวังกับการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง
ในมุมของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ หากพิจารณาด้วยเงื่อนไขของจังหวะเวลา และประเด็นที่จะออกมาเคลื่อนไหวนั้น ยังไม่สุกงอมเพียงพอจะเปิดหน้าลุยเต็มตัวหรือถึงขั้นยกระดับเคลื่อนไหว
แม้กฎระเบียบที่เข้มงวด และอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะเริ่ม “คลายมนต์ขลัง” จนเกิดการเคลื่อนไหวท้าทายลองของมากขึ้น และนับจากนี้ย่อมมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลุกมวลชนถึงขั้นมีคนเรือนหมื่นเรือนแสนออกมาต่อต้านเผด็จการในช่วงนี้
ประเมินแล้วการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่จึงน่าจะหนีไม่พ้นการจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ คล้ายกับช่วงที่ผ่านมา แต่เพิ่มจำนวนสถานที่และความถี่มากขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่จะจัดการกับการเคลื่อนไหวทำนองนี้อย่างไร เมื่อมีบทเรียนให้เห็นแล้วว่า การคุมตัว 14 นักศึกษานั้น สุดท้ายแล้วจบลงตรงไหน แต่อีกด้านหนึ่งหากไม่ดำเนินการ ปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวอิสระ อาจลุกลามบานปลายและขยายวงจนคุมไม่อยู่
คู่ขนานไปกับความพยายามเปิดเวทีสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปได้แสดงออกในประเด็นต่างๆ ไล่มาตั้งแต่เรื่องประชาธิปไตยไปจนถึงนโยบาย โครงการของรัฐบาลที่สร้างผลกระทบให้กับชาวบ้านในหลายเรื่อง และเป็นหนึ่งในเหตุผลให้เกิดการเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่
ที่ผ่านมา คสช.เข้าไปสกัด ห้ามการจัดสัมมนาวิชาการหลายงาน เนื่องจากเกรงว่าจะนำไปสู่ความปั่นป่วน จนถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่หลังจากนี้มีเรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องเปิดให้สังคมช่วยขบคิด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญที่มีหลายประเด็นหลายมุมที่ต้องวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในแต่ละประเด็น เพื่อให้เกิดความรอบคอบ รอบด้านก่อนที่จะเปิดให้มีการลงประชามติ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นที่ยอมรับและไม่นำไปสู่วังวนปัญหาเดิมๆ
ยังไม่รวมกับเรื่องร้อนทั้งหลายที่มีคิวจะหยิบขึ้นมาพิจารณา ทั้งเรื่องเรือดำน้ำ นิรโทษกรรม แต่งตั้งโยกย้าย ฯลฯ ที่พร้อมจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวในอนาคต
สุดท้ายแล้วบรรยากาศหลังพักรบนับจากนี้ คงหนีไม่พ้นต้องกลับมาวุ่นวายและดุเดือดมากขึ้นจากหลายปมที่จะเป็นชนวนนำไปสู่การเคลื่อนไหวในอนาคต







