
หุ้นจีนดิ่ง-มั่งคั่งลด กระทบความเชื่อมั่นเอกชนไทย
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า กรณีที่จีนออกกองทุนพยุงหุ้นมานี้เชื่อว่าจะช่วยเหลือสถานการณ์ในตลาดหุ้นจีนได้มาก ซึ่งจะส่งผลถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนตกตอนนี้ คือ ส่วนของกลุ่มที่เล่นมาร์จิ้นโลน เมื่อตลาดหุ้นลงกลุ่มนี้ก็ถูกฟอร์ซเซลส์ (บังคับขาย) ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นตก ซึ่งเมื่อได้กองทุนพยุงหุ้นขนาดใหญ่กว่ามูลค่ามาร์จิ้นโลน และทางการจีนก็มีเครื่องมืออยู่หลายอย่าง ก็เชื่อว่าจะสร้างเสถียรภาพให้ตลาดได้
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า กรณีที่จีนออกกองทุนพยุงหุ้นมานี้เชื่อว่าจะช่วยเหลือสถานการณ์ในตลาดหุ้นจีนได้มาก ซึ่งจะส่งผลถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนตกตอนนี้ คือ ส่วนของกลุ่มที่เล่นมาร์จิ้นโลน เมื่อตลาดหุ้นลงกลุ่มนี้ก็ถูกฟอร์ซเซลส์ (บังคับขาย) ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นตก ซึ่งเมื่อได้กองทุนพยุงหุ้นขนาดใหญ่กว่ามูลค่ามาร์จิ้นโลน และทางการจีนก็มีเครื่องมืออยู่หลายอย่าง ก็เชื่อว่าจะสร้างเสถียรภาพให้ตลาดได้
ส่วนเศรษฐกิจในภาพรวมของจีนนั้น หลายฝ่ายยังคาดหวังว่าจะขยายตัวได้ถึง 7% โดยการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จาก 3.5% เหลือ 3% นั้น ได้รวมประมาณการเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนไปแล้ว โดยได้ลดประมาณการการส่งออกจากเดิม 1% เหลือติดลบ 2% ซึ่งการส่งออกไทยมีสัดส่วนการส่งไปประเทศจีนมากที่สุด
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย และมีการซื้อสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกไปจีนขณะนี้ที่มีสัดส่วน 13% ของการส่งออกไทยไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนั้น ขณะนี้ก็ยังส่งออกไปได้ เพราะสินค้าที่จีนซื้อจากไทยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งมูลค่าไม่สูง
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า กองทุนพยุงหุ้นน่าจะช่วยให้สถานการณ์ในตลาดหุ้นจีนดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจไทยด้วย เพราะไทยพึ่งพาจีนอยู่มาก
ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขอดูรายละเอียดการออกกองทุนพยุงหุ้นของจีนก่อน จึงจะประเมินผลกระทบต่อตลาดเงินของไทยได้
จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบต่อกรณีประเทศจีนสั่งระงับการซื้อขายหุ้น 1,249 บริษัท เมื่อเช้าวันนี้ ว่า แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์จีนที่ปรับลดลงจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น (Sentiment) ของนักลงทุนอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมผลกระทบต่อตลาดเงินโลกยังมีไม่มากนัก ส่วนผลต่อการลงทุนของนักลงทุนไทยในประเทศจีน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการลงทุนในตลาดหุ้นจีนโดยตรง แต่จะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งมักลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับสูงที่ A+ หรือ A อีกทอดหนึ่ง
“โดยรวมการปรับลดลงของตลาดหลักทรัพย์จีน ธปท.ประเมินว่าน่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการลงทุนของไทยค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ดี ธปท.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป” จิรเทพ กล่าว
จิรเทพ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จีนที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อความผันผวนและเทขายหลักทรัพย์ แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนล่าสุดยังไม่ชัดเจน เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของจีนมีถึงเพียงเดือน พ.ค.ปีนี้
แต่หากตลาดหุ้นจีนยังคงปรับลดต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ลดลง และความมั่งคั่งของภาคครัวเรือน (Wealth Effect) ที่ปรับลดลง ทั้งจากเงินออมและมูลค่าราคาทรัพย์สิน ซึ่งจะกระทบต่อการบริโภคของภาคครัวเรือนในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อการระดมทุนในจีนไม่น่าจะมากนัก เพราะการระดมเงินโดยรวม (Aggregate Financing) จากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มีน้อยเพียง 2%
ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์จีนมีการถือครองคิดเป็นสัดส่วนที่ 20% ของมูลค่าตลาด ซึ่งนักลงทุนรายย่อยเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้เงินลงทุนจาก 1.เงินออม และ 2.การกู้ยืมแบบสินเชื่ออัตรากำไรขั้นต่ำ (Margin Loan) ดังนั้นเมื่อราคาหลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันลดลงต่ำกว่าระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Maintenance Margin) นักลงทุนเหล่านี้จะถูกบังคับขายหลักทรัพย์ และต้องรับผลขาดทุนไป จึงไม่ส่งผลต่อตลาดรวมมากนัก







