
ชำแหละร่างพรบ.จัดซื้อฯ
ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... กำหนดกรอบการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างกว้างๆ
ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... กำหนดกรอบการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างกว้างๆ และเป็นแนวทางมาตรฐานกลาง ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐทุกแห่ง
แต่มีข้อยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับกับหน่วยงานที่บัญญัติในร่าง พ.ร.บ.มาตรา 7 (1)-(4) ประกอบด้วย องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ที่มีลักษณะเป็นการผลิตหรือจำหน่าย หรือบริการเพื่อหารายได้ การดำเนินการจัดซื้อยุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารโดยวิธีการรัฐบาลต่อรัฐบาล และการดำเนินการโดยใช้เงินกู้และเงินช่วยเหลือ ที่สัญญาหรือข้อกำหนดในการให้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.มาตรา 8 กำหนดหลักการจัดซื้อจัดจ้าง คือ 1.คุ้มค่า โดยพัสดุที่จัดซื้อจัดจ้างต้องมีคุณภาพ หรือคุณลักษณะที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของหน่วยงานรัฐมากที่สุด มีราคาที่เหมาะสม และมีแผนบริหารพัสดุที่เหมาะสม 2.โปร่งใส โดยการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุต้องกระทำโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีหลักฐานดำเนินงานชัดเจน และเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุทุกขั้นตอน
3.มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยต้องมีการวางแผนการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุล่วงหน้าและมีการประเมิน เปิดเผยผลสัมฤทธิ์ของการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุทุกปี 4.ตรวจสอบได้ โดยต้องมีการเก็บข้อมูลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 11 กลับระบุว่า หน่วยงานของรัฐต้องเก็บข้อมูลของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายเป็นความลับ และห้ามมิให้เปิดเผยข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ และข้อมูลทางเทคนิค ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกัน ต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อครั้งนั้น
แต่ทว่าบทบัญญัติดังกล่าว หลายหน่วยงานมีข้อกังวลว่า การบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องเก็บข้อมูลของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายเป็นความลับ จะขัดกับหลักการ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2550 ที่ถือหลักให้ประชาชนมีสิทธิเข้าตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐได้ เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินการจัดหา
ส่วนหมวด 2 ได้กำหนดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยมาตรา 16 ระบุว่า หน่วยงานของรัฐ “อาจ” ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดก็ได้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส พร้อมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมเพื่อป้องกันการทุจริต รวมถึง “อาจ” ให้มีผู้สังเกตการณ์ ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
ร่าง พ.ร.บ.ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการ 5 ชุด ทำหน้าที่ตามที่ร่าง พ.ร.บ.กำหนด เช่น คณะกรรมการนโยบายจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งมี รมว.คลังหรือ รมช.คลังเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อ ครม. อีกทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดราคากลาง กำกับดูแลการกำหนดราคากลาง และให้มีคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต
ขณะเดียวกัน มาตรา 50 บัญญัติว่า ผู้ประกอบการก่อสร้างที่จะเข้าร่วมการจัดจ้างงานก่อสร้างกับหน่วยงานรัฐต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลาง และคณะกรรมการกำกับราคากลาง “อาจ” กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการอื่นสำหรับพัสดุประเภทหนึ่งประเภทใดไว้กับกรมบัญชีกลางด้วยก็ได้
สำหรับหมวดการจัดซื้อจัดจ้าง มาตรา 54 กำหนดว่าให้การจัดซื้อจัดจ้างทำได้ 3 วิธีคือ 1.วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป 2.วิธีคัดเลือกหรือการที่หน่วยงานของรัฐเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดไม่น้อยกว่า 3 รายเข้ายื่นข้อเสนอ และ 3.วิธีเฉพาะเจาะจง หรือการที่หน่วยงานรัฐเชิญชวนรายใดรายหนึ่ง เข้ายื่นข้อเสนอหรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคาตรง
ด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ในมาตรา 56 กำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง (e-bidding)
ร่าง พ.ร.บ.มาตรา 68 กำหนดให้มีการจ้างที่ปรึกษาทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือให้คำแนะนำแก่หน่วยงานรัฐ โดยกำหนดให้การว่าจ้างให้คัดเลือกได้ 3 วิธี คือ 1.วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป 2.วิธีคัดเลือก และ 3.วิธีเฉพาะเจาะจง
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่วนที่เหลือยังกำหนดแนวทางการเกี่ยวกับการสัญญา การบริหารสัญญา การทิ้งงาน และบทกำหนดโทษ







