
แก้ปัญหาเศรษฐกิจใกล้ถึง...ทางตัน
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2558 เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะตั้งแต่ต้นปีมีการปรับประมาณการจีดีพีไปเป็นระยะ จนล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รายงานผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึงจีดีพีไว้ที่ 3% ลดลงจากเดิม เพราะเห็นว่าการส่งออกปีนี้ดูท่าจะติดลบ 2% ในปีนี้
ส่วนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ประกาศปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงก่อนเพื่อน โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2015 จะเติบโตเพียง 3.3% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.4% ซึ่งเป็นการลดลงจาก 3.8% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว
ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามดูการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเศรษฐกิจโลก เพราะมูลค่าจีดีพีไทย 16 ล้านล้านบาทนั้น 60% เป็นรายได้ที่มาจากการส่งออก ที่เหลือมาจากการบริโภคในประเทศ การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ
เมื่อผ่าน 6 เดือนของปีนี้มาแล้ว ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยมีแต่ทรงกับทรุด เพราะสถานการณ์ต่างประเทศที่เข้ามากระทบมีมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และน่าเป็นห่วงว่าอาจจะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวต่ำลงไปอีก
ในปีนี้ การหวังพึ่งพาการส่งออกช่วยพยุงเศรษฐกิจคงเป็นไปได้ยากแล้วแถมปัจจัยในประเทศยังมีปัญหาภัยแล้งเข้ามาผสมด้วย ทำให้กำลังซื้อของกลุ่มรากหญ้าหดตัวอย่างรุนแรง และกำลังขยายตัวลุกลามแบบป่าล้อมเมืองเข้ามาในส่วนกลาง
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การบริโภคของเกษตรกรที่ลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากราคาสินค้าเกษตรลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก และจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้การค้าขายในต่างจังหวัดฝืดเคือง และจะค่อยๆ ลุกลามส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังส่วนอื่นๆ ทำให้การผลิตสินค้าน้อยลง เมื่อกระทบตามวัฏจักรเศรษฐกิจ สุดท้ายก็จะเกิดการว่างงาน
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การบริโภคโดยรวมของไทยในปีนี้อาจขยายต่ำเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อนหน้าทำให้เกิดการบริโภคล่วงหน้า ช่วงที่ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ 1.5 หมื่นบาท ทำให้การบริโภคตอนนั้นสูงกว่าเกณฑ์ปกติบวกกับการที่รัฐบาลมีมาตรการรถคันแรกทำให้คนใช้จ่ายล่วงหน้า ซึ่งการบริโภคที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้หมดแล้ว
หลายคนคิดว่า แม้ว่าครัวเรือนจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่หากมีรายได้เข้ามาชำระหนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่วันนี้รัฐบาลใหม่ไม่มีนโยบายประชานิยม ไม่มีมาตรการอุ้มรากหญ้าอย่างไร้เหตุผล
ผลจากการจัดระเบียบสังคม ห้ามพ่อค้าแม่ค้าขายของบนทางเท้า การกำหนดให้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้เหลือคู่ละ 80 บาท ตามกฎหมาย การบังคับใช้ พ.ร.บ.ประมงอย่างเข้มงวด จนทำให้เรือประมงที่ทำผิดกฎหมายจำนวนหนึ่งไม่สามารถออกไปทำประมงได้ ก็เป็นส่วนที่ทำให้การบริโภคในประเทศลดลง
สภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจในขณะนี้ หลัง 2 ทุ่มไปแล้วตามแหล่งตลาดนัดต่างๆ เงียบสนิท ร้านอาหารทั่วไปก็ไม่คึกคัก จนมีหลายแห่งที่ทนขาดทุนไม่ไหวปิดกิจการไป
อย่างไรก็ดี การจัดระเบียบสังคมของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ดี และจำเป็นที่จะต้องทำให้บ้านเมืองมีระเบียบเรียบร้อย แต่ผลกระทบที่เกิดกับปากท้องของคนจำนวนหนึ่ง รัฐบาลก็ควรจะต้องเข้าไปเยียวยาดูแลด้วย รวมทั้งต้องทำใจที่เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัวในอัตราที่สูง
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และราคาพืชผล
ตกต่ำ ซึ่งจะต้องใช้เงินที่มีอยู่น้อยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนการจะใช้ธนาคารของรัฐเป็นมือไม้ในการเข้าไปช่วยเหลือรากหญ้า ดูไปแล้วก็ยากมาก กระทรวงการคลังให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแต่ละแห่งออกโครงการช่วยเหลือประชาชนมา แต่สุดท้ายก็ออกมาเป็นมหกรรมการเงินแบงก์รัฐ 5 มุมเมือง ที่จัดไปแล้วก็ไม่เห็นผลว่าช่วยเหลือรากหญ้าอย่างไร
ดูเหมือนรัฐบาลเองก็รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหนและจะต้องช่วยอย่างไร แต่ปัญหาคือรัฐบาลไม่มีเงิน แถม 8 เดือนของปีงบประมาณ 2558 คลังขาดดุลเงินสดไปแล้วมากกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็กู้มาใช้ ฉะนั้นการจะตัดสินใจให้ออกโครงการช่วยเหลือรากหญ้านั้นรัฐบาลคงคิดหนัก และภาระการตัดสินใจทั้งหมดจะไปตกหนักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว
รัฐบาลจะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ให้เร็วขึ้น เพราะยิ่งลากเวลาให้ยาวนานไป เศรษฐกิจจะยิ่งซึมลึกและยากที่จะเยียวยา เนื่องจากปริมาณหนี้ครัวเรือนจะปรับสูงขึ้น เมื่อครัวเรือนเงินฝืดก็จะกู้เงินทั้งจากนอกระบบและในระบบมาใช้ หนี้ครัวเรือนจะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ ไม่ให้เดินหน้าไปไหนได้ไกล เพราะไม่ว่าจะฉีดเงินเข้าระบบเท่าไหร่ เงินก็ไม่หมุน เพราะชาวบ้านต้องนำเงินไปลดหนี้ก่อน
เมื่อนำการบริโภคมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ รัฐบาลต้องคิดหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นๆ ได้แล้ว หากรัฐบาลยังคิดวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจและมองการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ประเทศไทยคงยากที่จะหลุดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้







