posttoday
การตายตามธรรมชาติ

การตายตามธรรมชาติ

06 กรกฎาคม 2558

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมเสวนาที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ในหัวข้อ ผ่าทางตัน สิทธิการตายตามธรรมชาติ เป็นการพูดคุยกันด้วยเรื่องหนังสือแสดงเจตนาที่จะไม่รับการรักษาที่ฝืนธรรมชาติ เพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

การจัดเสวนาในครั้งนี้ เนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา ในคดีที่มีคุณหมอ 3 ท่านฟ้องขอให้ยกเลิกกฎกระทรวงฟ้องที่ออกตามมาตรา 12 โดยอ้างความไม่ชอบทั้งในเนื้อหาและวิธีการออกกฎกระทรวง

ผู้ฟ้องอ้างว่าเนื้อหาไม่ชอบ เช่น เป็นการผลักภาระให้กับแพทย์บ้าง เป็นการส่งเสริมให้คนตายบ้าง เป็นการฝืนกับจรรยาบรรณของแพทย์ที่ร่ำเรียนมาว่าให้ช่วยชีวิตคนไม่ใช่ปล่อยให้คนเสียชีวิต

หากฟ้องขอเพิกถอนโดยอ้างว่า เนื้อหาของกฎกระทรวงไม่ชอบ ยังพอจะเข้าใจได้ว่าท่านเหล่านั้นคงมีเหตุผลด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องเพื่อให้วงการสาธารณสุขได้กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่พอฟ้องว่าวิธีการออกกฎกระทรวงไม่ชอบด้วย ทำให้เห็นเจตนาไปได้ว่าต้องการล้มโดยไม่มีเหตุผล หากเนื้อหาเป็นประโยชน์กับประชาชน แม้วิธีการจะไม่ถูกต้องบ้าง ก็น่าจะยอมรับได้ การฟ้องเพิกถอนใดๆ โดยอ้างกระบวนการ เป็นการฟ้องโดยใช้แท็กติก มีธงที่จะล้มให้ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด

มาตรา 12 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”

บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ เพราะให้ถือว่าไม่เป็นความผิดและไม่ต้องรับผิดใดๆ เลย

ในฐานะนักกฎหมายต้องบอกกันตรงๆ ว่ามาตรา 12 นี้ ไม่ได้ให้สิทธิใดๆ หรือคุ้มครองสิทธิใดๆ ของผู้ป่วย แต่เป็นบทบัญญัติที่เห็นได้ชัดเจนว่ามุ่งคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก ผมจึงไม่เข้าใจว่า ทำไมแพทย์บางส่วนออกมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ คนที่น่าจะคัดค้านคือนักกฎหมายหรือประชาชนที่จะต้องอยู่ในฐานะคนไข้ผู้รับการดูแลรักษา หรือไม่ก็ในฐานะญาติของคนไข้ ที่จะต้องพบกับการเจ็บป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต

มาตรา 12 เริ่มต้นบัญญัติว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการ ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิประชาชน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตนเองอยู่แล้ว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้บัญญัติรองรับสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย ตลอดมา มาตรา 12 จึงไม่ได้ให้สิทธิใดๆ กับประชาชนเพิ่มขึ้นเลย

กฎหมายฉบับนี้เป็นการรับรองสิทธิที่มีอยู่แล้วเท่านั้น แต่แม้ไม่ได้ให้สิทธิใดๆ เพิ่มขึ้นจากสิทธิพื้นฐานที่มีอยู่ก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ก็มีข้อดีที่เป็นการกระตุ้นให้คนได้รับรู้และตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของตนเอง ที่มีสิทธิจะเลือกการจากไปตามธรรมชาติ หรือจะยอมอยู่ในอำนาจของเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่บังคับให้มีเพียงลมหายใจเข้าออก จนไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สิทธิในชีวิต ร่างกายของเรานั้น ไม่มีใครมาละเมิดได้ ดังจะเห็นได้จากการผ่าตัด หมอจะต้องให้เซ็นยินยอม ถ้าไม่เซ็นยินยอม หมอไม่กล้าลงมีดผ่าบนร่างกายของคนไข้ เพราะจะเป็นการทำร้ายร่างกาย ยกตัวอย่างเบาๆ ไม่ต้องถึงกับผ่าตัดก็ได้ ถ้าผมเจ็บป่วยไปพบหมอ และบอกหมอว่า หมอจะรักษาด้วยวิธีการใดก็ได้ แต่ห้ามฉีดยา เพราะผมกลัวเข็ม ถ้าผมแสดงเจตนาอย่างนี้ ไม่มีหมอคนไหนกล้าฉีดยาผมหรอกครับ เพราะถ้าขืนฉีดยาแล้วผมช็อกตาย หมอก็ติดคุกครับ เพราะเมื่อผมไม่ยินยอมให้กระทำ หมอไม่มีสิทธิที่จะกระทำ

มีเหตุผลหนึ่งที่ผู้ฟ้องคดีอ้างไว้ในคำฟ้องว่า ในการเรียนแพทย์ ไม่มีการสอนคำจำกัดความของคำว่า วาระสุดท้ายของชีวิต ทำให้เกิดความสับสน และจะหาข้อยุติในทางการแพทย์ไม่ได้

ข้ออ้างดังกล่าวนั้น เป็นการอ้างโดยไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะเมื่อไม่มีคำจำกัดความไว้ กฎกระทรวงจึงได้ให้คำจำกัดความไว้ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติก็ยึดถือคำจำกัดความตามกฎกระทรวงเป็นข้อยุติได้

ทุกคนก็ไม่มีใครอยากตายและไม่อยากให้คนที่รักตายด้วย ทำให้วิทยาศาสตร์การแพทย์พยายามค้นหาวิธีที่จะยืดการตายให้ได้นานที่สุด จนปัจจุบันสามารถเลี้ยงคนป่วยให้มีลมหายใจอยู่ได้นานเป็นปีๆ แต่ไม่มีความรู้สึก มีเพียงลมหายใจจากเครื่องช่วยหายใจ ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมือนกับพืช ไม่ใช่คน

มีการประเมินกันว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลใน 6 เดือนช่วงวาระสุดท้าย ใช้เงินเท่ากับที่หามาได้ทั้งชีวิต ยิ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน ถึงกับต้องขายบ้านมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แสนแพง ทั้งๆ ที่ชีวิตในวาระสุดท้ายไม่ได้มีคุณค่าของความเป็นคน เป็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยเอง และเป็นความยากลำบากของญาติที่ต้องดูแล

ในวาระสุดท้ายของชีวิตที่ต้องจากไปอย่างแน่นอนแล้ว จะยืดการตายไปทำไม แสดงเจตนากันไว้เถอะครับว่า ท่านต้องการจากไปตามธรรมชาติหรือไม่

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย