
ชายผู้เดินกลับบ้าน ด้วยน้ำตาแห่งความสุข
ชายสูงอายุคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาหาผม ระหว่างที่ผมและน้องๆ ทีมงานกำลังเดินออกจากซอยสำนักงานไปหาข้าวกลางวันกิน
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]
ชายสูงอายุคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาหาผม ระหว่างที่ผมและน้องๆ ทีมงานกำลังเดินออกจากซอยสำนักงานไปหาข้าวกลางวันกิน
ผมถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ ที่ไม่รู้ว่าชายที่กำลังปรี่เข้ามาหาผมมาดีหรือมาร้าย แม้ว่าการเดินมุ่งหน้าตรงมาที่ผมจะรับรู้ได้ด้วยตาเปล่าว่าชายคนนั้นเดินแทบจะไม่ตรงทิศทางอยู่แล้ว ผมไม่มั่นใจในตอนแรกว่าเพราะเขาอายุมาก หรือเพราะเขาเมา
ผมยอมรับว่าตกใจเล็กน้อย ซอยตั้งกว้าง แต่เขาเลือกจะเดินเร็วๆ ก้าวเท้ามาหาผม หลายครั้งผมเคยดูคลิปวิดีโอ จำพวกเหตุการณ์ลอบทำร้าย หรือประเภทการฆาตกรรมที่มีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ ยิ่งทำให้เสียวสันหลังวาบ ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ อาจกำลังคืบคลานมาที่ตรงหน้าผมแล้ว
ผมกำมือแน่นเตรียมตอบโต้ หากว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล น้องทีมงานซึ่งเป็นผู้หญิงก็รู้สึกตกใจ เหตุการณ์มันรวดเร็ว จนผมเหมือนจะจดจำรายละเอียดได้ไม่หมด รู้เพียงแต่ว่าวันนั้นผมออกมากินข้าวกลางวันเกือบบ่ายโมงแล้ว หรือว่าเขามาดักรอผมอยู่...
เขาเดินเข้ามาประชิดตัวผมในที่สุด พร้อมทั้งยกมือท่วมหัว สวัสดีผมด้วยมืออันสั่นเทา ผมคลายความกังวลลงไปในทันที จากประสบการณ์ชีวิตพอจะมองออกแล้วว่าเขามาดักรอผมจริงๆ แต่เขามาดี และอาจมาขอความช่วยเหลืออะไรผมบางอย่าง
เขาเรียกชื่อผมถูก หมายความว่าเขารู้อยู่แล้วว่าต้องมาหาผม และทันทีที่ผมเดินออกจากสำนักงานมา ผมอยู่ในสายตาของเขามาตลอด จนเดินเกือบจะถึงปากซอย เขาจึงเดินปรี่เข้ามาหาผมด้วยความรวดเร็ว
ชายสูงอายุไม่ได้แนะนำตัวว่าเขาชื่อเสียงเรียงนามอะไร เขาเอ่ยปากบอกผมว่า ลูกสาวเขาหายตัวไป 14 ปีแล้ว เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ คล้ายคนเหนื่อยหอบ บอกว่าวันก่อนเขาดูรายการข่าวช่องหนึ่งที่ผมให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเด็กที่สมัครใจหนีออกจากบ้าน เด็กกลุ่มนี้หลายคนอยากกลับบ้าน แต่ไม่กล้ากลับ กลัวการถูกลงโทษจากครอบครัว กลัวการตอบคำถามต่างๆ นานาจากคนรอบข้างว่าหายไปไหนมา สุดท้ายเด็กๆ กลุ่มนี้เหมือนตกกระไดพลอยโจน ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านจนคุ้นชิน และไม่ยอมกลับมาบ้านอีกเลย
คุณลุงบอกว่า ฟังที่ผมให้สัมภาษณ์แล้วนึกถึงลูกตัวเองว่าเธออาจจะอยากกลับบ้าน แต่ไม่กล้ากลับ มันทำให้เขามีความหวังอีกครั้งในการติดตามหาลูกสาวที่หายตัวไปนานถึง 14 ปีเต็ม
ผมพาเขาเดินกลับเข้ามาในสำนักงาน ทิ้งกิจกรรมการกินข้าวกลางวันไว้ก่อน ชายสูงอายุเริ่มเปิดกระเป๋าเอกสารที่เขาถือมาด้วย ผมจำได้อย่างชัดเจนว่าข้างในเต็มไปด้วยเอกสารและซองจดหมายจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นฝุ่นและกลิ่นคล้ายๆ ลูกเหม็นไล่แมลงสาบลอยปะปนออกมาจากกระเป๋าของเขา
เขาเริ่มนำเอกสารมาอธิบายทีละชิ้นๆ ไล่ตั้งแต่ว่าลูกของเขาหายไปวันไหน เขาไปประสานงานหน่วยงานใดมาบ้าง มีเอกสารตอบกลับจากหลายหน่วยงานที่เขาไปประสานงานมา มันแสดงให้เห็นว่าตลอดระยะเวลา 14 ปีเต็มที่ลูกสาวเขาหายออกจากบ้านไป เขาในฐานะพ่อพยายามออกตามหาและขอความช่วยเหลือไปยังหลายหน่วยงานแล้ว แต่ทุกอย่างก็เงียบและไม่มีข่าวคราวจนถึงตอนนี้เขาอายุ 64 ปี ในขณะที่ลูกสาวเขาจะมีอายุเกือบ 30 ปีแล้ว
เขาหยิบภาพถ่ายและเอกสารใบแจ้งความมายืนยันอีกครั้ง ตัวหนังสือในใบแจ้งความที่ถูกถ่ายเอกสารมาเริ่มซีดจาง จนเกือบจับใจความไม่ได้ แต่สิ่งที่จับใจความได้ชัดเจนคือ พ่อที่เฝ้าตามหาลูกมานานถึง 14 ปีเต็ม อย่างไม่ลดละ และมีความหวังเฮือกสุดท้ายตรงหน้าผม
ผมคุยรายละเอียดอยู่หลายเรื่อง มีเรื่องที่น่าสนใจคือ เขาบอกว่าปีที่แล้วเคยมีคนรู้จักพบเห็นคนนามสกุลเดียวกับเขาใน Facebook สงสัยว่าอาจจะเป็นลูกสาวที่เขาตามหาหรือเปล่า หลังจากเล่าเรื่องนี้จบ เขายืนขึ้นควักโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เขาซื้อมันมาด้วยราคาที่พอจะหาซื้อโทรศัพท์ที่จะเล่นอินเทอร์เน็ตได้ แต่จนแล้วจนรอด เขาเล่นมันไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะค้นหาลูกสาวตัวเองใน Facebook อย่างไร
ผมหยิบไอแพดของผมขึ้นมาค้นหาชื่อนามสกุลลูกสาวของเขา ปรากฏว่าขึ้นโชว์ในระบบ Facebook อยู่สองไอดี ผมไล่อ่านทีละสเตตัสอย่างตั้งใจ มีภาพถ่ายและการโพสต์
สเตตัสหลายอันที่น่าสนใจ ผมค่อยๆ วิเคราะห์ข้อมูลที่เธอโพสต์ไว้ และภาพถ่ายที่ปรากฏอยู่ใน Facebook
มีรูปภาพหนึ่งที่น่าสะดุดใจ เป็นภาพที่เขาโพสต์ขึ้นลักษณะเหมือนเชิญชวนให้มาใช้บริการร้านรับจัดโต๊ะจีนแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคกลาง
ผมสันนิษฐานว่า ร้านรับจัดโต๊ะจีนนี้อาจเป็นนายจ้างของเธอ หรือมีความเกี่ยวข้อง หรืออย่างน้อยที่สุดเธอต้องรู้จักร้านนี้ และถ้าโชคดี ร้านนี้ต้องรู้จักเธอ
ผมโทรเข้าไปตามเบอร์ที่อยู่ในภาพ ผมแนะนำตัวว่าผมเป็นใคร ทำงานอะไร พร้อมทั้งอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ปลายสายงงเล็กน้อย แต่ก็พอจะเข้าใจเหตุการณ์ ตอนแรกเขาไม่คุ้นชื่อ นามสกุลที่ผมบอกนี้เลย และกล่าวว่าพนักงานเยอะมาก ผมบอกให้เขาค่อยๆ คิด ลองให้เขานึกดูดีๆ อีกที
ปลายสายซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโต๊ะจีนบอกว่า มีพนักงานอยู่คนนึง น่าจะใช่ เหมือนเขาเงียบไปสักครู่หนึ่ง มีเสียงลอดออกมาตะโกนเรียกคนชื่อนี้
ไม่นานจากนั้น ปลายสายไม่ใช่เสียงเจ้าของร้านโต๊ะจีนแล้ว แต่ปลายสายคือเธอ ลูกสาวของชายสูงอายุที่อยู่ตรงหน้าผม
ผมเดินเลี่ยงออกมาคุยโทรศัพท์กับเธอตามลำพัง ผมแนะนำตัวและเล่าเหตุการณ์ที่พ่อของเธอมาตามหาเธอให้ฟัง เธอยอมรับกับผมว่าเธอเป็นลูกสาวของเขา และเป็นเด็กที่หนีออกจากบ้านมาเมื่อ 14 ปีที่แล้ว
ผมถามเธอว่า เธอสะดวกคุยกับพ่อทางโทรศัพท์มั้ย และถ้าเธอไม่สะดวกคุย ผมจะบอกพ่อของเธอว่าติดต่อเธอได้แล้ว และเธอปลอดภัย ผมยืนยันว่าเธอมีสิทธิเต็มที่ หากว่ายังไม่สะดวกใจในการติดต่อกับครอบครัวตัวเอง
เธอตอบผมทันทีว่า เธออยากคุยกับพ่อ...
ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องที่เขานั่งอยู่ บอกเขาว่าลูกสาวของเขาอยู่ในสายโทรศัพท์นี้แล้ว
เสียงร้องไห้ปนความดีใจดังออกมาจากห้องนั้น...เขาใช้เวลาคุยกันพอสมควร ก่อนจะแลกเบอร์โทร เพื่อติดต่อกันเองในภายหลัง
ชายคนนั้นเดินจากไปด้วยหน้าที่เปื้อนน้ำตาแห่งความสุข
พวกเรารู้สึกอิ่มขึ้นมาทันที แม้ว่าข้าวกลางวันยังไม่ตกถึงท้องก็ตาม...







