
ชงลดภาษีล่อนายจ้างขึ้นค่าแรง
แรงงานเตรียมถก กรณ์ หามาตรการลดภาษีจูงใจผู้ประกอบการล่อใจขึ้นค่าแรง
แรงงานเตรียมถก กรณ์ หามาตรการลดภาษีจูงใจผู้ประกอบการล่อใจขึ้นค่าแรง
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 ก.ค.นี้ จะหารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถึงสถานประกอบการที่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2554 น่าจะได้รับการลดภาษีจากรัฐบาล
เบื้องต้นให้นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) รวบรวมข้อมูลผลกระทบ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะหารือกับคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดและนำเข้าที่ประชุมบอร์ดค่าจ้างกลาง เพื่อพิจารณาว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามประเด็นที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงข้อเสนอของฝ่ายผู้ใช้แรงงาน ที่ขอให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสอดคล้องกับการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการ
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ขณะนี้ คสรท.กำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อนำเข้าหารือกับนายเฉลิมชัย คาดว่าจะมีการพูดคุยประมาณกลางเดือน ก.ค. ซึ่งจากการศึกษาตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำปี 2552 พบว่าลูกจ้างจะต้องได้ค่าจ้างวันละ 360 บาท แต่ปีนี้ค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เช่น ปัญหาราคาไข่ไก่แพง จึงเห็นว่าตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำอาจต้องขยับมากกว่าวันละ 360 บาทหรือไม่
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมยื่นข้อเสนอเรื่องการอนุโลมให้นายจ้างไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในกรณีที่ได้แจ้งความประสงค์รับสมัครคนพิการเข้าทำงาน แต่ไม่มีผู้พิการมาสมัครตามเวลาที่กำหนด
ตลอดจนเสนอให้มีการกำหนดอัตราส่วนลูกจ้างคนพิการ 1 คนต่อการจ้างคนปกติ 200 คน และให้กำหนดอัตราส่งเงินสมทบในอัตรา 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยจะนำข้อเสนอนี้ยื่นต่อภาครัฐเพื่อให้ทบทวนตามที่ภาคเอกชนเสนอไป หลังจากที่กระทรวงแรงงานได้จัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ปรับอัตราส่วนการรับคนพิการเข้าทำงาน จากเดิมที่กำหนดให้รับคนพิการได้ในอัตราส่วน 1 คนต่อพนักงาน 200 คน เป็น 1 คนต่อพนักงาน 100 คน
ภาคเอกชนคาดหวังด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อประกาศบัญชีรายชื่อ 18 ประเภทกิจการรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาห กรรมออกมาโดยเร็ว เพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
“ประเทศเรามีปัญหาภายในหลายเรื่อง ทั้งความไม่สงบทางการเมืองและวิกฤตการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หากเรื่องกรอบประเภทกิจการรุนแรงมีความชัดเจนก็จะทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนในไทยต่อ” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
กรณีที่รัฐบาลจะพิจารณาต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น คงต้องดูทั้งสองด้าน คือ ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายภาคธุรกิจ เพราะที่มีกฎหมายพิเศษออกมาแสดงว่าเหตุการณ์ภายในประเทศยังไม่สงบเรียบร้อย แต่ถ้ายกเลิกก็แสดงว่าสถานการณ์เรียบร้อยปกติแล้ว ดังนั้นการที่จะต่อหรือไม่ต่อนั้นจึงเป็นการส่งสัญญาณ และการที่จะไปชี้แจงอะไรต่างชาติก็จะทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งเห็นว่าการแก้ปัญหาภาครัฐน่าจะทำให้เร็ว ยิ่งปล่อยนานไปก็จะยากต่อการแก้ปัญหา







