อาจารย์มธ.เผย3แนวทางช่วยเหลือนศ.ถูกจับ
"วิโรจน์ อาลี" ย้ำการแสดงออกนศ.ไม่ผิด ขออย่าลงโทษทางสังคม-กม.ที่ไม่เป็นธรรม เผย 3 แนวทางช่วย
"วิโรจน์ อาลี" ย้ำการแสดงออกนศ.ไม่ผิด ขออย่าลงโทษทางสังคม-กม.ที่ไม่เป็นธรรม เผย 3 แนวทางช่วย
นายวิโรจน์ อาลี รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในกลุ่มคณาจารย์ผู้ห่วงใยลูกศิษย์ที่ถูกขุมขัง กล่าวว่า พวกเรามีความห่วงใยต่อนักศึกษาที่ถูกคุมขัง จึงมานั่งคุยกันว่าในสภาพปัจจุบัน พวกเราจะทำอะไรได้บ้าง สุดท้ายได้สรุปแนวทางการช่วยเหลือได้เป็น 3 ข้อ คือ
1.กลุ่มอาจารย์จะแวะเวียนไปให้กำลังในนักศึกษาในเรือนจำทุกวันจนกว่านักศึกษาจะถูกปล่อยตัว เพื่อให้นักศึกษารู้สึกว่าการที่เขาออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะกลุ่มอาจารย์ไม่อยากให้นักศึกษาถูกลงโทษทางสังคม และทางกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งที่นักศึกษาทำเป็นเพียงแค่การเรียกร้องและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้มีเพียงประเด็นให้คสช.ออกไปและให้มีการเลือกตั้ง แต่ยังมีข้อเรียกร้องอื่นๆเช่น การประสพปัญหาทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในต่างจังหวัด มีการพูดถึงผลกระทบของประชาชนที่ได้รับจากการทำเหมืองและการขุดแก๊สธรรมชาติ ซึ่งนักศึกษาเห็นว่าระบบของคสช. นั้นไม่มีความชอบธรรมและในด้านของการบริหารจัดการ คสช.ทำให้เสียงเล็กๆของชาวบ้านนั้นเงียบลง นักศึกษาเมื่อเห็นปัญหาจึงออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาลคสช.ให้หันกลับมาสนใจประเด็นเหล่านี้มากขึ้น
2. จะพยายามสื่อสารกับสังคมว่าสิ่งที่นักศึกษาทำไม่ใช่สิ่งผิดอะไร และเรียกร้องให้คสช.ปล่อยตัวนักศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะกลุ่มอาจารย์คิดว่านี่คือข้อเรียกร้องของสังคมและแสดงให้เห็นถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงการทำงานของรัฐบาลคสช. เพราะการทำประชามติ การปฎิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญควรจะทำในสภาพแวดล้อมที่เสรี มากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
3. มีแนวทางที่จะเปิดเวทีสาธารณะเพื่อให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องของประชาธิปไตยตามหลักการห้าข้อที่นักศึกษาเคยออกมาเรียกร้อง ในเรื่องประชาสังคมและเรื่องการจัดสรรทรัพยากร เพราะพวกเรารู้สึกว่าการปฎิรูปประเทศทุกวันนี้ยังไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการถกเถียง การรับฟังความคิดเห็นและการให้ข้อมูลทีถูกต้องตามหลักวิชาการ ดังนั้นเราจึงอยากจะออกมาให้ความรู้กับประชาชนมากขึ้น
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่นักศึกษาจะประกันตัวหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวจะให้นักศึกษาเป็นผู้ตัดสินใจและประเมินเอง หากตัดสินใจประกันตัว นักศึกษาอาจจะต้องไปติดอยู่ในเงื่อนไขที่คสช.ตั้ง เช่นห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนข้อกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่นั้น ตนคิดว่าถ้ามองคำว่าบานปลายในด้านของฝ่ายความมั่นคง ก็คงจะเห็นว่าตอนนี้เริ่มมีกลุ่มต่อต้าน ซึ่งคสช.คงไม่อยากให้เกิด แต่สิ่งที่กลุ่มอาจารย์อยากให้เกิดคือพื้นที่เพื่อการถกเถียง สะท้อนปัญหา โดยให้ประชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฎิรูปประเทศมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การกำกับของคสช.เท่านั้น ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้กลายไปเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยว่า ถ้าหากต้องการความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ต้องใช้กระบวนการทางเผด็จการเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มอาจารย์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ต้องการที่จะติดอาวุธและให้ความรู้กับประชาชนว่า เมื่อวันที่เรากลับมาเป็นประชาธิปไตยแล้ว เราจะจัดการกับความขัดแย้งและปัญหาที่มีอยู่มากมายทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองยังไง
สำหรับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในอดีตและปัจจุบันที่ มีความแตกต่างกันอย่างไร นายวิโรจน์กล่าวว่า ในแง่พื้นฐานทางความคิด เด็กทั้งสองยุคคงไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่ในด้านสภาพแวดล้อมในสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เมื่อยุค 14 ตุลาฯ การสื่อสารยังไม่ทันสมัยขนาดนี้ ซึ่งถ้านักศึกษามีความไม่พอใจและอยากแสดงออกทางการเมืองในยุคนั้น ก็สามารถแสดงออกได้ทางเดียวคือการออกไปชุมนุม แต่ในปัจจุบันนี้ การมีพื้นที่ใหม่ๆให้เด็กแสดงออกเช่นในอินเทอร์เน็ต ทำให้ลักษณะของการเคลื่อนไหวและการแสดงออกทางการเมืองนั้นมีการกระจัดกระจายกัน ดังนั้นการที่จะทำให้นักศึกษาออกไปเดินในท้องถนน จึงเป็นสิ่งที่ยากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคใหม่ๆ ดังนั้นนักศึกษาควรจะมีวิธีอื่นๆที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ไม่ใช่การเดินประท้วงเพียงอย่างเดียว ควรจะมีวิธีอื่นๆด้วย ที่จะไปรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนเพื่อผลักดันให้เป็นแรงขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคต


