
พท.ปรองดองภายใน ดันเป้า 270 เสียง ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
8...ทีมข่าวการเมือง
กลับมาฮึดสู้อีกรอบ... เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ชุมนุมที่คนเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำ จนถึงขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังหายใจไม่พ้นผิวน้ำ
พรรคเสื้อแดงตกเป็นฝ่าย
“ตั้งรับ” ที่ถูกรัฐบาลและ ศอฉ. สอบสวนเหตุการณ์ “พฤษภามหาโหด” เล็งขยายผลเอาผิดกับแกนนำเสื้อแดง แกนนำเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย รวมถึง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติ เพื่อส่งฟ้องศาลข้อหาก่อการร้ายบิ๊กแดงและเพื่อไทยนอกจากจะมีคดีร้ายแรงติดตัว การสอบสวนก็อาจนำไปสู่การ
“ยึดทรัพย์” และ “ยุบพรรค” จากฐานความผิดก่อการร้ายอีกขณะที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตีปี๊บ ตั้งคณะกรรมการ
“ปฏิรูปปรองดอง” ไม่เท่านั้นซานต้ามาร์ค ยังซัมมอร์เซลส์ออกนโยบายลด แลก แจก แถม กำลังสองสู่รัฐสวัสดิการ ชิงพื้นที่สื่อ จนฝ่ายค้านที่ยังไม่หายมึน “ทำไมฆาตกรยังอยู่ได้” เจอลูกเล่นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตกเข้าไปอีกแต่การกลับมารวมพลังสามัคคีของพลพรรคเพื่อไทย ในงานสัมมนา สส.พรรค เมื่อสุดสัปดาห์อย่างน้อยช่วยปลุกขวัญกำลังใจให้สู้กับอุปสรรคที่มองเห็นและมองไม่เห็นมากมาย
โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ
“ทักษิณ ชินวัตร” ผ่านวิดีโอลิงก์ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ชุมนุม โชว์สดๆ ว่า สุขภาพแข็งแรง หน้าตาสดชื่น พร้อมเป็นเสาหลักของเพื่อไทยอยู่ทักษิณ วิเคราะห์ว่า อภิสิทธิ์จะไม่มีทางยุบสภา แต่จะลากอยู่ในอำนาจนานที่สุด เพื่อไทยจึงไม่ต้องรีบ เพราะรัฐบาลยิ่งอยู่นานกระแสก็ยิ่งตก และเพื่อไทยก็ยังได้เปรียบจากเหตุการณ์ชุมนุม
และจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลแน่ล้านเปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ทักษิณขออย่างเดียว สส.ต้องสามัคคี อย่าขัดแย้งแตกแยกเหมือนที่เกิดขึ้น
แม้รัฐบาลเจอแรงต้านจากเสื้อแดง แต่เพื่อไทยเชื่อว่า ที่สุดรัฐบาลนี้จะประคองจนอยู่ไปได้เรื่อยๆ ก่อนครบอายุสภาในเดือน ธ.ค.ปีหน้า นายกฯ ถึงจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่
แต่จุดที่รัฐบาลอาจยุบสภาด้วยอุบัติเหตุการเมืองมี 2 ปัจจัย 1.คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 2.การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในเดือน พ.ค.ปีหน้า
“
บิ๊กเหลิม” วิเคราะห์ให้ลูกพรรคฟังว่า อภิสิทธิ์จะยุบสภาในเดือน เม.ย. 2554ส่วนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่หวังจะเป็น
“จุดเปลี่ยนอำนาจ” แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งเกมยุบพรรค เพราะเวลาสำหรับรัฐบาลก็เหลือไม่มากอยู่แล้วเมื่อ
“ตัวช่วยรัฐบาล” ยังเข้มแข็ง เพื่อไทยจึงมองยาว ไม่หวังยุบช้าหรือยุบเร็ว แต่ต้องปรับยุทธศาสตร์เตรียมการเลือกตั้งและต้องเอาชนะถล่มทลายสถานเดียว ถึงจะได้จัดตั้งรัฐบาล
ก่อนลูกพรรคจะขยายความ
“ถล่มทลาย” ต้องให้ได้ 270 ที่นั่ง จากปัจจุบันที่มี 189 เสียง เกินกึ่งหนึ่งต้อง 241 เสียงยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เป็นบทสรุปในวงสัมมนา สส. หนุนตัวเลข 270 เห็นควรให้เร่งชูจุดแข็งประชานิยมกลับคืนมา
แกนนำเพื่อไทย จึง
“ปล่อยของ” โชว์ต้นตำรับประชานิยมระดับ “โกฮับ” เตรียมผลักดัน นโยบายใหม่ “สามหก”โดยเฉพาะ 6 เดือนแรก เน้นต่อยอดของเดิม ปราบยาเสพติด ลดหนี้สินประชาชนทันที 5 ปีสำหรับผู้มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท หรือนโยบายน้ำแก้จนในภาคอีสานภาคเหนือ ทำอ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ปฏิรูปที่ดินแจกเอกสารสิทธิ
แต่ภารกิจเฉพาะหน้าเพื่อสู้ทางการเมืองกับรัฐบาล พรรคต้องเร่ง 2 อย่าง
1.เปิดเผยความจริงกรณีคนเสื้อแดงถูกยิง และกดดัน
“โลกล้อมไทย” ตามแผนทักษิณ ด้วยการฟ้องศาลโลกให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ2.ตีแผ่การทุจริตของรัฐบาล เช่น
“ปลากระป๋องเน่าชุมชนพอเพียงถนนปลอดฝุ่นซื้อตำแหน่งรถไฟฟ้าสีม่วงงบลงพื้นที่”ทั้งหมดพรรคจะจัดนิทรรศการ เดินสายเปิดปราศรัย สัมมนาทั่วประเทศ โดยเริ่มที่ กทม. ตามด้วยพื้นที่เสื้อแดง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ในช่วงปิดประชุมสภา 1 เดือนที่เหลือจากนี้ ปลุกให้เสื้อแดงตื่นจากภวังค์
จากนี้จึงจะเห็นพรรคเพื่อไทยมีกิจกรรมคึกคัก ชิงพื้นที่สื่อกลับคืน การเมืองจะกลับมาร้อนระอุ
ทั้งหมดเป็นแผน
“รับ” สู่ “รุก” เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ทำอะไร ชะล่าใจคิดว่า ลำพังกระแสเรื่องศพจากเหตุการณ์ “พฤษภามหาทมิฬ” ก็อยู่รอดสบาย แต่ภูผาที่แกร่งดังหิน เพียบพร้อมทั้ง “ขุนพลมวลชนเงินทอง” หากถูกน้ำเซาะไปเรื่อยๆ ก็สึกกร่อนได้ในที่สุดเพราะรัฐบาลเร่งสปีดในห้วงเวลาที่เหลือไม่มาก สร้างลูกเล่นออกแคมเปญใหม่ๆ ดึงมวลชนระดับแดงอ่อน ให้เปิดใจรับรัฐบาลด้วยนโยบายเพิ่มหลักประกันสังคม เพิ่มราคาผลิตผลการเกษตร
แม้ความแข็งแกร่งภายนอกอาจช่วยพรรคเพื่อไทยได้สบาย ไม่ว่าการชูทักษิณกลับบ้าน
แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังเป็นอุปสรรค และอาจทำให้ฝันกลับมาเป็นรัฐบาลกลายเป็นฝันค้าง คือ ความขัดแย้งในพรรคที่แก้ไม่ตก เพราะแต่ละมุ้งต่างช่วงชิงอำนาจ จองเก้าอี้รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เพราะรู้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาล
ล่าสุดทีมเศรษฐกิจของพรรค ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มือขวาทักษิณก็ไม่กินเส้นกับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค ที่ไม่ขับเคลื่อนกลไกตรวจสอบรัฐบาล นายใหญ่จึงหย่าศึกและขอร้องให้
“ดร.ปึ้งมิ่งขวัญสุชาติ ธาดาธำรงเวช” รวมพลัง อย่าแตกคอเกาเหลาคู่ต่างๆ ยังก่อหวอดเป็นคลื่นใต้น้ำ ขณะที่ปัญหาระหว่างคณะผู้บริหารพรรคกับ สส. พรรค ก็ระอุขึ้น เพราะลูกพรรคเห็นว่าไม่มีมาตรการเชิงรุก รอแต่คำสั่งจากดูไบและคนในครอบครัว
ผลการสัมมนาครั้งนี้แกนนำแต่ละพรรคเสนอให้มีการตั้ง
“คณะทำงานเฉพาะกิจ” ยึดอำนาจจากคณะยุทธศาสตร์ของพรรค ที่อ่อนปวกเปียก โดยดึงแกนแต่ละกลุ่มให้มาช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายที่น่าสนใจคือ การดึงทีมเอ ไทยรักไทย ทีมบี พลังประชาชน เข้ามาเต็มทีม เพราะมันสมองระดับครีมส่วนหนึ่งไม่กล้ายุ่ง ละล้าละลังที่อาจมาเกะกะทีมซี และกลัวถูกมองว่า อยากมาใหญ่
นับถอยหลังเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยเดินหน้าสู่การจัดทัพภายใน ต้องติดตามจะสำเร็จแค่ไหน บทเรียนจากความใหญ่แต่กลวง มีให้เห็นจากรุ่นปู่ไทยรักไทย พลังประชาชน ส่วนรุ่นหลานเพื่อไทยจะตามรอยหรือไม่
เพราะแม้แต่เต็งหนึ่งว่าที่นายกฯ อย่างบิ๊กเฉลิม ยังเอ่ยปากให้ลูกพรรคยุติความขัดแย้งชั่วคราว
“ไว้พวกเรามีอำนาจก่อน แล้วเราค่อยมาขัดแย้งกัน”






