posttoday
เตรียมความพร้อม

เตรียมความพร้อม

30 มิถุนายน 2558

วันนี้มีข่าวว่ารัฐบาลกรีซประกาศให้ธนาคารปิดให้บริการอย่างไม่มีกำหนด

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

วันนี้มีข่าวว่ารัฐบาลกรีซประกาศให้ธนาคารปิดให้บริการอย่างไม่มีกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนแห่ไปถอนเงินออกจากธนาคาร เพราะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนได้ถอนเงินออกจากธนาคารและตู้เอทีเอ็มจนเงินหมด ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหนี้ของกรีซไม่ยอมเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อรอการลงประชามติว่าประชาชนจะยอมรับแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เจ้าหนี้กำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น สถาบันการเงินทั่วโลกคงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการขยายสินเชื่อเพื่อบริหารความเสี่ยง ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินจะเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะถูกผ่องถ่ายมาที่ผู้กู้ที่กู้เงินไปใช้เพื่อการลงทุนและบริโภค ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังมีปัญหาให้ฟื้นตัวช้าลงไปอีก

ท่านผู้อ่านที่สนใจวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซครั้งนี้ ลองติดตามได้จากสื่อต่างๆ แต่ที่ยกขึ้นมาเขียนวันนี้ เพื่อให้เห็นว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นแล้ว ทุกคนในประเทศย่อมหลีกเลี่ยงความเดือดเนื้อร้อนใจไปไม่ได้

ผมอยู่ในเหตุการณ์เมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤตการเงินเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เคยถูกขอร้องจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านหนึ่งให้ไปดูแลสถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่มีปัญหา จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปยึด ลดทุนของเจ้าของเดิมและเพิ่มทุนให้ใหม่ ต้องทำใจดีสู้เสือยิ้มรับผู้ฝากเงินที่แห่กันมาถอนเงินกว่าจะเอาตัวรอดมาได้ หลังจากนั้นได้เห็นคนจำนวนมากตกงาน บางคนเอาเสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัวมาเปิดขายหลังรถ ได้เห็นแม้แต่นักธุรกิจรายหนึ่งที่อุตส่าห์สร้างธุรกิจโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในต่างจังหวัดยิงตัวตาย เพราะสถาบันการเงินแห่งหนึ่งไม่ปล่อยสินเชื่อให้ และได้เห็นความเห็นแก่ตัวของนักธุรกิจขนาดใหญ่หลายรายที่ล้มบนฟูก ร่ำรวยเชิดหน้าชูตามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นจึงรู้สึกและเข้าถึงความทุกข์ของคนกรีซเที่ยวนี้ดี และหวังว่าอะไรที่เคยเกิดขึ้นในไทยช่วงนั้นจะไม่เกิดขึ้นที่กรีซอีก เพราะอย่างน้อยก็เป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยเวลานี้นั้น จัดว่ามีความเข้มแข็งพอสมควร เพราะแม้ว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศจะขาดดุลต่อเนื่องกันมา 5 ปีแล้ว แต่ภาระหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชนยังอยู่ที่ร้อยละ 44 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังจัดว่าค่อนข้างสูงเป็นอันดับที่ 14 ของโลก คือประมาณ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ สถาบันการเงินของไทยทุกแห่งมีฐานะการเงินเข้มแข็ง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำมาตรฐานสากลในการบริหารความเสี่ยงมาใช้กับสถาบันการเงินของไทยอย่างเข้มงวด ยกเว้นธนาคารของรัฐซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลและเป็นผู้ถือหุ้น จึงยังพอสบายใจได้ว่า เศรษฐกิจไทยนั้นคงจะสามารถฟันฝ่าปัญหาเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ ถ้ารัฐบาลยังคงยึดมั่นกับการรักษาวินัยการเงินและการคลังของประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าทำอย่างไรเสียเศรษฐกิจไทยจะไม่เติบโตฟู่ฟ่าอย่างเดิมอีกหลายปี เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาระยะสั้นที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว สามารถจะแก้ไขได้ในเวลาปีสองปี

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้พาดหัวสรุปสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไว้ค่อนข้างชัดเจนมาก คือ “ส่งออกหด นำเข้าดิ่ง เอกชนชะลอการลงทุน-เศรษฐกิจเข้าโซนอันตราย” ซึ่งปัญหาหลักคือการส่งออกที่ลดลง 5% ในเดือน พ.ค. 2558 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. 2557 และเป็นที่ยอมรับว่าปัญหาการส่งออกของไทยเกิดจากความล้าหลังของภาคการผลิต การก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความต้องการของตลาดเมื่อไม่สามารถขายสินค้าได้ การลงทุนและการนำเข้าเครื่องจักร และวัตถุดิบเพื่อการผลิตย่อมลดลงโดยธรรมชาติ

การแก้ไขปัญหานี้จะต้องมีการพัฒนาภาคการผลิตของไทยครั้งใหญ่ ให้สามารถผลิตสินค้าที่สนองความต้องการของตลาด ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ในเวลาสั้นๆ หลายคนฝากความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐ ซึ่งแต่ละโครงการใช่ว่าจะทำให้เกิดขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ได้ และยิ่งถ้าการลงทุนเหล่านี้ทำให้ภาระหนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้น รัฐคงต้องใช้ความรอบคอบในการประเมินผลกระทบการลงทุนกับความมั่นคงด้านฐานะการเงินการคลังของประเทศเพิ่มขึ้น

สรุปคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้เกิดผลนั้น อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี

คำถามคือ ในช่วง 3-5 ปีนั้น ประชาชนคนเดินดินที่ไม่ใช่เศรษฐีหรือมหาเศรษฐีเจ้าสัวทั้งหลาย ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรให้ประคองตัวไปได้ รอวันเวลาที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้งหนึ่ง

ผมว่าปัญหานี้คนที่จะตอบได้ดี คือ เจ้าตัวของผู้ถาม เพราะปัญหาแต่ละปัญหาไม่เหมือนกัน ความหนักเบาที่เกิดขึ้นแต่ละคนไม่เท่ากัน และสภาพแวดล้อมทางสังคมและทางการเงินก็ต่างกัน จึงยากที่จะมีสูตรสำเร็จว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องไปเปิดท้ายขายของ หรือสูญเสียธุรกิจที่สู้สร้างมาตลอดชีวิตเหมือนครั้งที่แล้ว

สำหรับผู้เขียนเองที่เคยทำงานในสถาบันการเงินมาหลายสิบปี ได้เห็นฤทธิ์เดชของดอกเบี้ยมามาก ก็ขอเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าประมาทความสามารถในการทำลายล้างทางการเงินของดอกเบี้ยเป็นอันขาด เพราะดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นเองตลอดเวลาไม่มีวันหยุดยาวหยุดสั้น ไม่ว่าจะมีรายได้จากการทำงานหรือตกงาน เพราะฉะนั้นเหตุผลในการกู้ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ควรจะมีเหตุผลเดียว คือ กู้ไปลงทุนทำมาหากิน หากำไรมาจ่ายดอกเบี้ยและเลี้ยงครอบครัวหรือธุรกิจ เพราะเมื่อไหร่ที่ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย ท่านจะคิดอะไรไม่ออก และพาตัวเข้าสู่มุมอับในที่สุด

ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่ง คือ ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูง ท่านอย่าหวังรวยด้วยการเอาเงินที่ได้มาแสนยากไปตามแห่หวังรวย กลายพันธุ์ตัวเองให้เป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเด็ดขาด เพราะการลงทุนแบบนี้มีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย และคนที่มักจะเสียคือคนที่มีทุนน้อยหวังรวย โดยเฉพาะคนที่อุตส่าห์ไปกู้เงินยอมเสียดอกเบี้ยแพงๆ มา “ลงทุน” เล่นไฟกับเขาด้วย เพราะมีเพื่อนฝูงมากระซิบว่าได้สตอรี่มาจากเจ้ามือ โดยลืมไปว่าเจ้ามือนั้นมักจะเป็นผู้ได้เสมอ

ท้ายสุดได้ประสบการณ์จากตัวเอง คือ ได้พบว่าร่างกายของคนเรานั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเครื่องจักรใดๆ ในโลกนี้ เพราะเครื่องจักรนั้นยิ่งใช้มากยิ่งเสื่อมมาก แต่ร่างกายมนุษย์นั้นยิ่งใช้มาก ยิ่งออกกำลังมาก ยิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น แต่การขี่จักรยานวันละ 20-40 กม.ทุกวัน ทำให้สุขภาพดีขึ้น ลดปริมาณยาที่เคยกินวันละ 7-8 เม็ดตามที่แพทย์สั่งมาตั้งแต่อายุ 50 กว่าปี ลงเหลือแค่วันละเม็ด โรคภูมิแพ้เจ้าเก่าก็หายไปเป็นปี

ที่พูดถึงประเด็นสุดท้ายนี้สำคัญมากในยามที่ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี และปกติเวลามีงานทำท่านสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้จากนายจ้าง แต่ท่านจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเองทันทีที่ตกงาน เพราะฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาทไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน ท่านก็ควรหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยถ้าเกิดตกงานจริงๆ ยังมีอะไรทำดีกว่าอยู่เฉยๆ ใช่ไหมครับ

พูดถึงตรงนี้อย่าลืมออกไปร่วมแสดงความจงรักภักดีขี่จักรยานเพื่อแม่ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นะครับ

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว