
ตีตกข้อเสนอตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติ
กมธ.ยกร่างฯตีตกข้อเสนอตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติ ถกหนักปมเจ้าของคลื่นความถี่ ก่อนลงมติตัดสิน พร้อมกับคุ้มครองการชุมนุมสาธารณะแต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมาย
กมธ.ยกร่างฯตีตกข้อเสนอตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติ ถกหนักปมเจ้าของคลื่นความถี่ ก่อนลงมติตัดสิน พร้อมกับคุ้มครองการชุมนุมสาธารณะแต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมาย
การประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยเข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 50/1 ซึ่งเสนอโดยกลุ่มนายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีข้อความว่า "ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของปวงชนชาวไทย เพื่อประโยชน์สาธารณะให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติที่เป็นองค์กรของรัฐทำหน้าที่บริหารจัดการและดูแลสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมแทนปวงชนชาวไทย โดยการให้สิทธิการสำรวจและผลิต ให้ใช้ระบบการประมูลผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การดำเนินการที่เป็นเหตุให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของบริษัทพลังงานแห่งชาติตกไปเป็นกรรมสิทธิของเอกชนจะกระทำมิได้" ทั้งนี้ ปรากฎว่าที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯมีความเห็นร่วมกันว่าไม่รับข้อเสนอดังกล่าวไว้พิจารณา
ขณะที่ ในมาตรา 51 เรื่องการให้เสรีภาพในทางวิชาการและได้รับการคุ้มครอง มาตรา 52 สิทธิในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน มาตรา 53 พลเมืองมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และมาตรา 54 การให้เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การภาคเอกชน หรือหมู่คณะอื่น ทางคณะกมธ.ยกร่างฯได้คงสาระสำคัญตามที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก โดยมีเพียงการปรับปรุงถ้อยคำในบางส่วนเท่านั้น
โดยเฉพาะในมาตรา 53 ได้ปรับแก้ไขบางถ้อยคำที่ระบุว่า "การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมที่ให้ทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกรณีการชุมนุมในที่สาธารณะ" มาเป็น "การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมที่ให้ทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกรณีการชุมนุมสาธารณะ เพื่อให้มีความเหมาะสมและให้การชุมนุมสาธารณะมีความหมายกว้างมากขึ้น เนื่องจากการชุมนุมสาธารณะจะครอบคลุมการชุมนุมในที่สาธารณะทุกแห่งอยู่แล้วแต่ต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมก็สามารถกระทำได้แม้การชุมนุมดังกล่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนบุคคลก็ตาม
ขณะเดียวกัน มีรายงานจากที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯว่า ในมาตรา 50ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้ลงมติให้รอการพิจารณาถ้อยคำในวรรคท้ายเอาไว้ก่อน ที่ว่าด้วยเจ้าของกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ต้องเป็นพลเมืองนั้นในช่วงเช้าได้มีกมธ.ยกร่างฯหยิบยกข้นมาพิจารณาอีกครั้ง
โดยที่ประชุมมีการถกเถียงถึงปัญหาของการเขียนลักษณะดังกล่าวอาจขัดกับข้อผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการของไทยชุดที่ 8 ว่าด้วยการเปิดให้กลุ่มประเทศอาเซียนสามารถดำเนินการลงทุนด้านโทรคมนาคมในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นได้ไม่เกิน70 %
คณะกมธ.ยกร่างฯมีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่อยากให้ชะลอการพิจารณาและศึกษาข้อตกลงอาเซียนดังกล่าวให้รอบคอบก่อน ส่วนอีกฝ่ายอยากให้คณะกมธ.ยกร่างฯเดินหน้าพิจารณาไปเลย โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญไทยถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ข้อผูกพันอาเซียนยังไม่มีข้อยุติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียนยังไม่มีท่าทีที่จะตอบรับในข้อผู้กพันดังกล่าว ดังนั้น การยกร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้างอิงกับข้อผูกพันที่ยังไม่ผลบังคับใช้ จะกระทบต่อสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ได้
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายที่ประชุมได้ลงมติตัดสิน ผลปรากฎว่าเสียงส่วนใหญ่ให้พิจารณาเดินหน้า แต่มีการปรับถ้อยคำจากที่กำหนดว่าเจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นพลเมืองมาเป็นเจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย







