
จับ 14 นักศึกษา แรงเสียดทานใหม่ คสช.
แรงกระเพื่อมก่อตัวหลังเจ้าหน้าที่เข้าคุมตัว 14 นักศึกษา นักกิจกรรม ซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมตัวจัดกิจกรรม 1 ปีรัฐประหาร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แรงกระเพื่อมก่อตัวหลังเจ้าหน้าที่เข้าคุมตัว 14 นักศึกษา นักกิจกรรม ซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมตัวจัดกิจกรรม 1 ปีรัฐประหาร บริเวณด้านหน้าหอศิลป์ สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การออกหมายจับและการคุมตัวเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ท่ามกลางการจับตาว่าประเด็นนี้จะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” จนส่งผลต่ออนาคตของรัฐบาล คสช.หรือไม่
ดังจะเห็นว่ารอบนี้กระแสสังคมเริ่มมีปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการเด็ดขาดตอบโต้การแสดงออกของกลุ่มนักศึกษาที่ยืนยันว่าเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ถึงขั้นนำมาสู่การเคลื่อนไหวล่ารายชื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ นักคิด นักเขียน ร่วมลงชื่อกันจำนวนมาก
นี่จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาล คสช.ที่จะต้องประเมินสถานการณ์และหาทางรับมือให้ดี เมื่อแนวคิด “ตัดไฟแต่ต้นลม” สะกดให้ทุกกลุ่มสงบนิ่งไม่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนให้ คสช.ในช่วงเวลาที่กระบวนการปฏิรูปกำลังเดินหน้าไปตามโรดแมป ซึ่งดูจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเสียแล้วในนาทีนี้
แม้คำสั่ง คสช.เรื่องห้ามการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะช่วยสะกดไม่ให้ขั้วอำนาจเก่า กลุ่มต้านรัฐประหาร หรือกลุ่มอื่นๆ ออกมาสร้างปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ก็เป็นไปได้เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วคราว เพราะหัวเชื้อของความไม่พอใจยังคงมีอยู่เพียงแค่ถูกปิดกั้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เท่านั้น
ดังนั้น ยิ่งปิดกั้นนานเท่าไหร่ นอกจากจะทำให้ “ดื้อยา” ยังจะทำให้เกิดเชื้อความไม่พอใจจากที่ถูกกดเอาไว้ปะทุออกมาแรงมากเท่านั้น ยิ่งเวลานี้เริ่มเห็นปฏิกิริยาจากกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐบาล หรือปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องแต่ไม่อาจออกมาเรียกร้องให้ช่วยแก้ปัญหาได้
อีกด้านหนึ่งในช่วงที่ “ปฏิรูป” จะต้องเป็นรูปเป็นร่างตามโรดแมป จำเป็นจะต้องเปิดให้ประชาชนได้ออกมาแสดงความคิดความเห็นต่อแนวทางการปฏิรูป เพื่อให้เกิดการยอมรับ
การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นย่อมไม่เป็นผลดี โดยเฉพาะในช่วงใกล้จะเปิดทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรเสียก็ต้องเปิดให้เกิดการอภิปรายถกเถียงข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ บรรยากาศการปิดกั้นการแสดงออกย่อมไม่เป็นผลดี อีกทั้งอาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เกิดการยอมรับในระยะยาว
ที่สำคัญการกระทำของกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารนั้น ถือเป็นสิทธิการแสดงออกขั้นพื้นฐาน แต่การตั้งข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ 83 ซึ่งมีอัตราโทษสูงเกิน 3 ปี ย่อมถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ แถมยังต้องเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลทหาร
การตั้งข้อหาเช่นนี้ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมและคงไม่จบง่ายๆ เพราะกลุ่มนักศึกษาประกาศจุดยืนไม่รับอำนาจศาลทหาร ต้องขึ้นศาลพลเรือนเท่านั้น และเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาในฐานะนักโทษการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข
อีกด้านหนึ่ง “กลุ่มประชาธิปไตยใหม่” ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะไม่ยุติการเคลื่อนไหว นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางที่ คสช.ต้องเผชิญ
เพราะอย่าลืมว่าด้วยเงื่อนเวลาที่ผ่านมาปีกว่าหลังรัฐประหาร การจะยืนหยัดใช้ไม้แข็งจัดการกับกลุ่มนักศึกษาเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้กลุ่มอื่นนำมาเป็นข้ออ้างเคลื่อนไหว ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.เอง
การใช้ศาลทหารพิจารณาคดี หรือการใช้อำนาจมาตรา 44 แบบเด็ดขาด ล้วนแต่เต็มไปด้วยอันตรายในห้วงเวลาเช่นนี้ และเป็นเรื่องที่ คสช.สามารถประเมินสถานการณ์ได้
ท่ามกลางเสียงดิสเครดิตกระบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา อย่างประเด็นเรื่องมีกลุ่มการเมืองให้ทุนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ประเมินสถานการณ์เวลานี้ ในแง่ความเข้มแข็งของพลังนักศึกษาที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ยังยากจะบอกได้ว่าจะจุดติดจนมีพลังเขย่า คสช.เหมือนอย่างในอดีตได้มากน้อยแค่ไหน
เมื่อกระบวนการเคลื่อนไหวผ่านทางโซเชียลมีเดียนี้ สามารถเข้าถึงมวลชนกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และก่อตัวเป็นกระแสได้ไม่ยาก อยู่ที่ คสช.จะรับมือกับประเด็นเหล่านี้อย่างไร
การชั่งน้ำหนักระหว่างการบังคับใช้กฎหมายแบบจริงจังเพื่อตัดตอนปัญหาเหมือนอย่างในอดีต อาจใช้ไม่ได้แล้วในช่วงเวลาปัจจุบัน หรือการปล่อยปละให้กลุ่มต่างๆ สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระก็อาจจะสร้างแรงเสียดทานให้กับ คสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการคืนอำนาจให้ประชาชน
แต่ไม่ว่าจะดำเนินการ ทุกก้าวย่างของ คสช.ล้วนแต่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง ที่หากพลาดพลั้งย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพ และอนาคตของ คสช.ได้ตลอดเวลา
ประเด็นเรื่องการจับกุมและดำเนินคดีของนักศึกษาจึงเป็นจุดอันตราย และนับจากนี้คงจะมีเหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นถี่และเพิ่มดีกรีความร้อนแรงที่จะเป็นแรงเสียดทาน คสช.ต่อไปในอนาคต







