
ญี่ปุ่นช่วยใคร
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
น่าสนใจยิ่งสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีการประกาศใช้มาตรการคิวอีมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อปลายปี 2012 โดยเป้าหมายทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นก็คือ 1.กระตุ้นเงินเฟ้อให้ญี่ปุ่นหลุดจากเงินฝืดให้ได้ และ 2.กดเงินเยนให้อ่อน
ผลจากการใช้คิวอีมาอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นนั้นได้ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงตามที่ญี่ปุ่นต้องการ แต่ดัชนีเงินเฟ้อนี่สิครับที่ยังน่าเป็นห่วง ญี่ปุ่นตั้งเป้าไว้ว่าระดับเงินเฟ้อของประเทศจะต้องถึงเป้าที่ 2%
ในขณะนี้คิดรวมก็ราวๆ สองปีครึ่ง ผ่านการใช้นโยบายคิวอีมา 2 รอบแล้ว แต่ระดับเงินเฟ้อยังไปไม่ถึงไหน หนำซ้ำเศรษฐกิจของญี่ปุ่นถึงแม้ว่าจะดีขึ้น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ต้องประกาศการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2014 อีก จนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สรุปแล้วนโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์นั้นกำลังช่วยเหลือใครกันแน่ ระหว่างภาคธุรกิจและประชาชน
หากพิจารณาแล้วภาคธุรกิจของญี่ปุ่นนั้นดูเหมือนว่าจะได้รับอานิสงส์ต่างๆ จากนายกรัฐมนตรีอาเบะมากที่สุด โดยเฉพาะการแทรกแซงค่าเงินเยนผ่านการใช้นโยบายคิวอี ที่ช่วยทำให้บริษัทญี่ปุ่นกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง และทำให้ต้นทุนการผลิตของญี่ปุ่นนั้นถูกลง โดยเฉพาะการผลิตในญี่ปุ่นเอง
แต่กระนั้น สำหรับประชาชนส่วนใหญ่แล้วกลับรู้สึกว่าไม่ได้ผลประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้นัก และเห็นได้ชัดว่าทันทีที่ญี่ปุ่นประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้วจาก 5% เป็น 8% ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคญี่ปุ่นก็ดิ่งเหวลงทันที และฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศติดลบอย่างหนัก ถึงกับทำให้นายกรัฐมนตรีอาเบะต้องประกาศเลื่อนแผนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งต่อไปจากปลายปี 2015 นี้ออกไปอีกปีครึ่งครับ
ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” นั้น อาจจะกล่าวได้ว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จนัก โดยสิ่งที่ได้เป็นรูปธรรมมีเพียงแต่การกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงเท่านั้น หนำซ้ำ แม้ว่าเอกชนญี่ปุ่นจะได้เปรียบในตลาดโลกเมื่อค่าเงินเยนอ่อนลง แต่กระนั้นหลายบริษัทญี่ปุ่นเองก็กลับไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถือว่าในขณะนี้ญี่ปุ่นตามหลังสหรัฐและเกาหลีใต้อยู่หลายก้าวทีเดียว
อีกทั้งเป้าหมายระดับเงินเฟ้อที่ 2% ก็กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ ในเมื่อชาวญี่ปุ่นไม่รู้สึกว่าได้ผลประโยชน์ใดๆ จากนโยบายของรัฐ ทำให้กำลังซื้อและการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจนัก ถือเป็นงานหนักของญี่ปุ่นที่ต้องกลับไปทำการบ้านใหม่อีกหนครับ







