posttoday
83 ปี ประชาธิปไตย จากคณะราษฎรสู่ คสช.

83 ปี ประชาธิปไตย จากคณะราษฎรสู่ คสช.

24 มิถุนายน 2558

มุมมองทางวิชาการ 83 ปี ประชาธิปไตยไทย ผ่านสายตาของผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง

โดย...เจษฎา จี้สละ

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 จวบจนปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 83 ปี ที่ประชาธิปไตยได้ผลิใบเบ่งบานและเหี่ยวเฉาผ่านเส้นเวลาของการเมืองไทย

ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยคณะราษฎรในวันนั้น และการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปัจจุบันนี้ มีนัยสำคัญทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จนนำไปสู่การชำแหละมุมมองทางวิชาการผ่านสายตาของผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง เริ่มจาก สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) นักวิชาการอิสระที่ฉายภาพประชาธิปไตย ว่า “ประชาธิปไตยไม่เหลือเลย คสช.คุมอำนาจอยู่เวลานี้จะเรียกว่าเหลืออยู่ได้อย่างไร” 

สุลักษณ์ ย้อนประวัติศาสตร์ว่า ตั้งแต่ปี 2475 หลังการยึดอำนาจจากรัชกาลที่ 7 ทหารเชื่อมั่นว่า อำนาจอยู่กับทหาร เพียงแต่เกรงใจอิทธิพลของต่างชาติจึงยอมให้มีประชาธิปไตยไว้เป็นของเล่นทางการเมืองตลอดมา ไม่ต่างจากการยึดอำนาจของ คสช. ที่เชื่อว่ามีเพียงทหารเท่านั้นที่จะปกครองบ้านเมืองได้ ซึ่งหลังจากเข้ายึดอำนาจ คสช.ก็หลอกให้ประชาชนรอการร่างรัฐธรรมนูญโดยมีเนติบริกรรับใช้ แต่ไม่ได้ให้รากฐานสำคัญของประชาธิปไตย คือ การมีเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงออก

“คณะราษฎรและ คสช. เหมือนกันอยู่อย่างเดียวคือยึดอำนาจไว้ที่พวกตน ส่วนเรื่องอื่นเปรียบกันไม่ได้ เพราะคณะราษฎรยึดอำนาจเพื่อกระจายออกไปยังราษฎร ปรีดี พนมยงค์ พยายามให้การศึกษาและกระจายอำนาจไปยังประชาชน แต่ คสช.ไม่เคยทำตรงนี้”สุลักษณ์ ระบุ

ด้าน ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) วิเคราะห์ว่า คสช.ไม่ได้เรียนรู้การยึดอำนาจของคณะราษฎรที่เริ่มจากบุคคลกลุ่มน้อย แต่กลับได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก พิจารณาจากสถานการณ์ปี 2476 หลังยึดอำนาจ 1 ปี คณะราษฎรถูกกลุ่มอำนาจเก่าพยายามโค่นล้ม แต่คณะราษฎรกลับเดินหน้าบริหารประเทศไปได้ เพราะมีนโยบายที่ประชาชนได้ผลประโยชน์ เช่น การขยายโอกาสทางการศึกษา ยกเลิกภาษีรัชชูปการ และยกเลิกการเก็บภาษีค่านา ฯลฯ ขณะที่ 1 ปีหลังการยึดอำนาจของ คสช. ใช้กำลังบังคับเปิดเหมืองทองคำ เปิดท่าเรือน้ำลึกปากบารา และผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งขัดกับข้อเรียกร้องของประชาชนก่อนการรัฐประหาร

“หลังจาก คสช.ทำงาน 1 ปี ถามว่าจะสำเร็จหรือไม่ ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ยากมาก ยิ่งเศรษฐกิจไม่ประสบความสำเร็จ พันธมิตรที่เป็นพวกพ่อค้า นายทุน มันจะเดือดร้อนมากขึ้น จะสำเร็จได้นั้นยาก” ศ.นิธิ ระบุ

ในอีกด้านหนึ่ง ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับเห็นว่าการรัฐประหารเปลี่ยนไป เพราะการรัฐประหารของ คสช.เข้ามาเพื่อควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งของประชาชน 2 กลุ่ม ไม่ใช่การเข้ารัฐประหารเพื่อผลประโยชน์เช่นในอดีต

“คสช.เข้ามาเพราะการเมืองที่นำโดยฝ่ายพลเรือนทุกฝ่ายล้มเหลว ไม่เฉพาะรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พยายามผ่านกฎหมายโดยผิดระเบียบวิธีและแก้รัฐธรรมนูญ ขณะที่พลเมืองประท้วงแบบสุดโต่ง ทหารจึงเข้ามาเพื่อไม่ให้บานปลาย แต่จะพัฒนาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองได้หรือไม่ยังตอบไม่ได้” ไชยันต์ กล่าว

ไชยันต์ ยังได้ประเมินอีกว่า จุดร่วมเดียวที่จะทำให้กองทัพจะยังคงอยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้ กองทัพจะต้องประคับประคองสังคมไปสู่สังคมประชาธิปไตย เพราะถ้า คสช.บริหารประเทศไม่สำเร็จ จะทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพเสียหายไปด้วย กระทั่งสุดท้ายกองทัพก็ต้องผลักผู้นำออกจากกองทัพอยู่ดี นอกจากนั้นแล้วกองทัพยังมีหน้าที่ในการประคับประคองสถาบันตามประเพณีที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน เพราะเป็นสถาบันที่อยู่คู่กับระบอบการปกครองของไทยอีกด้วย

“ทุกประเทศในโลกที่เปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตย ช่วงตั้งไข่การเมืองยังไม่เข้มแข็ง พรรคการเมืองและรัฐสภายังง่อนแง่น ทหารควรเล่นบทบาทประคับประคองประชาธิปไตย เพราะรู้ว่าความอยู่รอดของทหารขึ้นอยู่กับประชาธิปไตยของประเทศ และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ถ้าไม่มีอะไรก็เป็นไปตามประเพณี แต่ถ้ามีปัญหาในแง่ของสังคม การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งที่ทหารอาจต้องประคับประคอง”ไชยันต์ กล่าว

ขณะที่ ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาอำนาจอยู่กับข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนเท่านั้น ส่วนการเลือกตั้งเป็นเพียงการเปิดช่องให้ชนชั้นนำเข้ามาใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เท่านั้น สำหรับประชาชนยังคงถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควร พึ่งพาตนเองไม่ได้ และไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง  

“ถ้าประชาชนไม่สามารถเลือกคนดีมาปกครองได้ ก็จะได้ทรราชมาปกครอง ที่มาจากการซื้อเสียงแล้วเข้ามาโกง การเลือกตั้งประเทศไทยไม่ใช่ประชาธิปไตย (Democracy) แต่เป็นธนาธิปไตย (Plutocracy) เพราะชนชั้นร่ำรวยและมีเงินไปซื้ออำนาจเพื่อเป็นผู้ปกครอง”ศ.สมบัติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก