
สภาขับเคลื่อนฯอำนาจล้น สปช.ชิงเก้าอี้ฝุ่นตลบ
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในเวลานี้นอกจากจะมีเรื่องเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็เห็นจะเป็นเรื่องการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจำนวน 200 คน
ทั้งนี้ ใน สปช.มีการเก็งข้อสอบกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะเลือกคนจาก สปช.จำนวนหนึ่งเข้าไปทำงานในสภาขับเคลื่อนฯ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคนไปทำงาน 3 ประการ
1.การลงชื่อเข้าประชุม สปช.ตลอดการทำงาน 7 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่า สปช.คนใดให้ความสำคัญและใส่ใจกับการทำงาน
2.การลงมติแต่ละเรื่องในสภา โดยจะเน้นไปที่การแสดงตนเพื่อลงมติแต่ละใน สปช. หากใครเพียงแค่มาเซ็นชื่อเข้าประชุมอย่างเดียวคงไม่พอ แต่จะตรวจไปถึงการลงมติด้วย
3.ทัศนคติที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานปฏิรูปประเทศ มีแนวโน้มว่าจะไม่นำสมาชิก สปช.ที่เป็นสายล่อฟ้าเข้าไปทำงานอีก เพื่อไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่าการตั้งสภาขับเคลื่อนฯ เป็นองค์กรเพื่อกลั่นแกล้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในทางการเมือง
ด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการในเบื้องต้น ส่งผลให้สมาชิก สปช.จำนวนไม่น้อยกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น ทั้งงานที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศตามแผนงานของ สปช. หรือแม้แต่งานนอกแผนการปฏิรูปประเทศของ สปช.อย่างการเสนอเปิดกาสิโนถูกกฎหมายขึ้นมาในประเทศไทย
ทั้งหมดก็เพื่อหวังสร้างกระแสและผลงานให้เข้าตา พล.อ.ประยุทธ์ พาไปทำงานในสภาขับเคลื่อนฯ
สำหรับเหตุผลสำคัญที่มีผลให้ สปช.ต้องโชว์ออฟ เพื่อหวังเข้าไปสภาขับเคลื่อนฯ คือ อำนาจของสภาขับเคลื่อนฯ ซึ่งจะว่าไปก็มีอำนาจหน้าที่อยู่ไม่น้อย
อำนาจของสภาขับเคลื่อนฯ มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 อำนาจตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยบัญญัติให้สภาขับเคลื่อนฯ มีอำนาจไม่ต่างจาก สปช.ในปัจจุบัน ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้สภาขับเคลื่อนฯ ทำหน้าที่สานงานต่อ สปช. ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อเสนอการปฏิรูป 11 ด้าน ไปจนถึงการจัดทำร่างกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศและเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบ
ส่วนที่ 2 อำนาจตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นสุดท้ายยังไม่เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ แต่ในตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกก็มีระบุถึงอำนาจหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนฯ ไว้อย่างสนใจ โดยเฉพาะการให้สภาขับเคลื่อนฯ มีสถานะอยู่เหนือคณะรัฐมนตรีในบางประการ ซึ่งมีแนวโน้มว่าสภาขับเคลื่อนฯ ที่กำลังจะคลอดออกมานั้นมีอำนาจไม่ต่างจากที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตั้งแต่แรกเท่าไหร่นัก
กล่าวคือ ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 279 วางโครงสร้างอำนาจของสภาขับเคลื่อนฯ มีลักษณะคล้ายกับ สปช.ในปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกำหนดให้สภาขับเคลื่อนฯ สามารถมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ เท่าที่มีอยู่ เพื่อจัดทำประชามติว่าต้องการให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการการปฏิรูปในเรื่องที่สำคัญสภาขับเคลื่อนฯ เสนอหรือไม่ และให้ผลการทำประชามติที่ออกมาผูกพันคณะรัฐมนตรีและสภาขับเคลื่อนฯ
ไม่เพียงเท่านี้ กรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนฯ อาจถูกนำไปสู่การตีความว่ารัฐบาลมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 102
ต้องยอมรับว่ามีไม่บ่อยนักที่รัฐบาลในฐานะผู้ถืออำนาจฝ่ายบริหารต้องมีสภาพตกเบี้ยล่างให้กับองค์กรอื่นอย่างสภาขับเคลื่อนฯ เนื่องจากรัฐบาลจะเป็นผู้มีอำนาจสิทธิขาดในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยไม่ต้องสนใจคำแนะนำขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีอิสระ ดังจะเห็นได้จากการมีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อนหน้านี้
แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญวางบทบาทให้สภาขับเคลื่อนฯ มีอำนาจอยู่เหนือรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญและอาจมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี หรือ 5 ปี จึงไม่แปลกที่ สปช.จำนวนไม่น้อยต้องการเข้าไปอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ
อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าด้วยความสำคัญและอำนาจของสภาขับเคลื่อนฯ ที่มีอยู่มหาศาล พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ย่อมต้องเลือกคนเข้าไปทำงานด้วยความประณีต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหมือนกับ สปช.ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สภาขับเคลื่อนฯ จะเป็นองค์กรในเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นตัวชี้ให้สังคมเห็นว่าการรัฐประหารของ คสช.ไม่ได้เสียของไม่ใช่แค่มาทำงานตามเวลาพอหมดเวลาแล้วก็กลับเข้ากรมกอง โดยปล่อยให้การปฏิรูปประเทศถูกปล่อยไปตามยถากรรมเหมือนในอดีต
ดังนั้น อย่าได้แปลกใจหากจากนี้ไปจะได้เห็นสมาชิก สปช.เล่นเกมการเมืองทั้งบนดินใต้ดิน หรือแม้แต่การฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน เพื่อกรุยทางให้ตัวเองได้มีโอกาสสวมสูทเดินเข้าสภา เพื่อมานั่งเก้าอี้สภาขับเคลื่อนฯ อันเป็นองค์กรสานต่อภารกิจปฏิรูปประเทศของ คสช.







