
เก็บธรรมะใต้ถุนร้าน(จบ)
ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแยก จิต กับ กาย เป็นคนละส่วนกัน จิตก็คือจิต กายก็คือกาย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เมื่อหายบ้า
ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแยก จิต กับ กาย เป็นคนละส่วนกัน จิตก็คือจิต กายก็คือกาย โดยจิตเป็นสิ่งที่สั่งการกาย เพียงแต่เราไม่มีสติพอที่จะเห็น เลยทำให้นึกไปว่า กายเป็นของเรา โดยมองไม่เห็นจิต
เมื่อผมบวชเลยเห็นฤทธิ์ของจิต จนเกิดอาการบ้าคลั่งในวันที่ 3 ของการบวชภายหลังการทำสมาธิจนเกิดเหตุต่างๆ มากมาย สุดท้ายผมก็หลง เพราะเกิดเสียงดังขึ้นในใจว่า จะเป็นพระอรหันต์ จนวิ่งวุ่นอาละวาดไปทั่ววัด ประกาศตัวจะเป็นพระอรหันต์ สุดท้ายต้องถูกจับมัดไว้บนเตียง แต่เสียงที่ดังขึ้นยังตามหลอกว่า จะเป็นพระอรหันต์จนผมเหนื่อยหลับไป
จนกระทั่งเช้าอีกวันในวันที่ 4 ของการบวช เมื่อตื่นขึ้นมาความคิดแรก ก็คือ ผมคิดจะสึก แต่ก็ไม่ได้สึกเมื่อท่านอาจารย์ได้ลงมาโปรดระหว่างที่ผมยังวนเวียนกับการคิดว่าจะสึก โดยท่านบอกว่าให้ไปไหว้พระรัตนตรัยด้วยกัน เท่านั้นเองความคิดจะสึกของผมก็หายไป
แต่สิ่งที่ยังเป็นปมคาใจของผม ก็คือ ผมเป็นอะไรไปในคืนวานก่อน และทำไมถึงเป็นไปได้เช่นนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพระ-เณรกลับจากบิณฑบาต ก็มีหลายรูปเข้ามาคุย บางรูปก็บอกว่า ผมนี้น่าจะมีของขลัง หรือมีครู ไปเรียนวิชาอาคมอะไรไว้ พอมาบวชไม่ได้บอกครูก่อนของก็เลยขึ้น กลายเป็นคลุ้มคลั่งขึ้นมา
ประเด็นนี้ผมแย้งไปว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะตั้งแต่เกิดจนถึงวันบวช ผมไม่เคยไปเรียนวิชาอาคมอะไรเลย เลยไม่มีของของคนอื่น มีแต่ของติดตัวมาตั้งแต่เกิดเท่านั้น
บางรูปก็บอกว่า สงสัยโบสถ์จะมีเจ้าที่แรง สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็แล้วแต่อาจจะมาสิงผมเข้าให้ ทำให้ผมเกิดอาการไม่รู้สึกตัว เหมือนกับถูกผีสิงอย่างไรอย่างนั้น
เรื่องนี้ผมชักจะเชื่อเหมือนกัน เพราะจู่ๆ ตอนที่ผมบ้าขึ้นมาจนถึงต้องถูกจับมัดนั้น มันมีเสียงดังขึ้นในใจผมว่า ข้าจะเป็นพระอรหันต์ จากนั้นเสียงที่ว่ายังตามหลอกตามหลอนผมทั้งคืน กล่อมให้ผมเชื่อว่าอย่างไรเสียชาตินี้ผมต้องเป็นพระอรหันต์แน่ โดยเสียงที่เกิดขึ้นผมไม่รู้ว่ามาจากไหน อาจจะเป็นเสียงของสิ่งที่มองไม่เห็นก็เป็นได้
ผมก็เลยชักจะเอนเอียงไปข้างการถูกสิง แต่บังเอิญพรรษานั้นที่ผมบวชมีพี่ที่อยู่กระทรวงการคลัง ชื่อ หลวงพี่ปิง ชื่อจริงคือพี่สมพงษ์ วงศ์สวัสดิสกุล ไปบวชด้วย หลวงพี่ปิงเคยศึกษาธรรมะมาพอสมควร โดยเฉพาะการศึกษาตำรับตำราของท่านพุทธทาส รวมไปถึงเคยไปปฏิบัติที่สวนโมกข์ ขณะที่ท่านพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ เมื่อผมเจอหน้าพี่ปิง ผมก็เปรยๆ ว่า แหม...โบสถ์ของเรานี่เจ้าที่คงจะแรง ทำให้ผมเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาได้
เท่านั้นเอง หลวงพี่ปิงก็พูดทันทีว่า เหตุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่เจ้าที่ที่ไหนหรอก แต่ทั้งหมดเป็นเพราะจิตของผมนั่นเอง เป็นจิตที่หลอกลวงไม่ให้ผมรู้ตัว เลยเกิดอาการขึ้นมาได้ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม
ผมฟังหลวงพี่ปิงก็ถึงกับสะดุดใจ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง โดยผมไม่มีเวลาซักไซ้ต่อ เพราะได้เวลาที่พระต้องประจำที่เตรียมรับประเคนอาหารที่ญาติโยมนำมาถวาย เพราะวันนั้นเป็นวันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 7 ก.ค. 2533
หลังจากรับประเคนอาหาร และท่านอาจารย์เทศนาสั่งสอนเสร็จ ก็เป็นเวลาที่พระ-เณรเริ่มฉันข้าวที่อยู่ในบาตรของตัวเอง ตามวัตรปฏิบัติพระป่า ขณะนั้นเองผมก็รำลึกถึงคำพูดของหลวงพี่ปิงว่า ทุกอย่างเป็นเพราะจิตของผมเอง ผมก็เลยลองกำหนดถามขึ้นมาในใจตัวเองว่า ...เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เป็นเพราะตัวข้าเองหรือเปล่า
เกิดเหตุอีกแล้วครับ
ทันทีที่ผมตั้งคำถามในใจเสร็จ ก็ได้เกิดเสียงตอบขึ้นมาทันควันในหัวใจว่า ใช่ข้านี่แหละคือตัวเจ้า โดยเสียงที่ดังขึ้นมานี้ เป็นเสียงเดียวกับที่ตามหลอกตามหลอนผมทั้งคืน เป็นเสียงที่บอกผมว่า ผมจะได้เป็นพระอรหันต์
ถึงขั้นนี้ผมก็วางมือจากคำข้าวเลยครับ ไม่ต้องฉันกันแล้ว รีบกราบลาท่านอาจารย์แล้วก็ลุกจากที่นั่งเดินออกไปข้างล่าง ตรงแน่วไปที่ซึ่งจัดไว้สำหรับให้พระ-เณรมาล้างบาตรเพราะผมไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมาอีก เลยต้องเผ่นก่อนดีกว่า
เมื่อถึงที่ล้างบาตร ผมก็เอาเลย จะเป็นไงเป็นกัน
ผมก็กำหนดถามในใจขึ้นมาอีกว่า เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เป็นเสียงตัวข้าเองใช่ไหม
อีกแล้วครับ
เสียงที่หลอกหลอนผมมาตลอด มันก็ดังสอดรับทันทีว่า ใช่ ข้านี่แหละตัวเจ้า
จากนั้นมันก็เกิดเสียงตรงหัวใจย้ำอีก แต่คราวนี้เป็นเสียง 2 เสียงตอบรับกันไปมา โดยที่ผมไม่ได้กำหนดหรือคิดขึ้น โดยเสียงแรกดังขึ้นว่า เจ้านี่แหละตัวข้า จากนั้นเสียงที่ 2 ก็ดังตามมาว่า ข้านี่แหละตัวเจ้า อย่างนี้
แล้วเสียงที่ว่า เจ้านี่แหละตัวข้า ....ข้านี่แหละตัวเจ้า นอกจากจะโต้ตอบกันไปมาแล้ว มันดันเคลื่อนตัวได้เอง โดยจากหัวใจก็เลื่อนลงไปถึงสะดือ และวนรอบสะดือทางขวา 3 รอบ จากนั้นก็วกขึ้นมาผ่านกลางอกไปที่ลำคอ เพดานปาก ผ่านหลอดลม จนไปถึงโพรงจมูก สุดท้ายเมื่อหายใจออกเสียงที่โต้ตอบกันก็พุ่งออกไป และแทบจะในวินาทีเดียวนั้น ในหัวใจผมก็ได้เกิดเสียงดังขึ้นมาใหม่ทันทีว่า ...ข้านี่แหละคือ
ตัวข้าเอง
แล้วทุกสรรพสิ่งก็หยุดความเคลื่อนไหว!!!!
ทุกเสียงที่ดังขึ้นมาก็เงียบหายไป เหลือไว้แต่สติที่เห็นอาการความเคลื่อนไหวของเสียงในจิตชนิดที่คาดไม่ถึง
จากนั้นผมล้างบาตรกลับไปที่พักแล้วก็หาที่นอน ด้วยเหตุที่ผมเกิดอาการเมื่อยล้าอย่างหนัก เป็นผลมาจากการที่ผมเอามือ เท้า ทุบถองพื้นโบสถ์ แล้วตบไปทั่วตัวเพื่อยืดเส้นเอ็นให้นั่งสมาธิแบบเอาขาขวาทับขาซ้ายได้สำเร็จ
พอผมตื่นขึ้นมาก็โน่น... ก็เข้าช่วงบ่าย ผมก็ได้รับแจ้งจากเณรรูปหนึ่งว่ามีโยมผู้หญิงมาหา ก็เลยเดินออกมา ที่แท้แฟนผมขณะนั้น และเป็นภริยาผมขณะนี้ได้ขึ้นมาเยี่ยม โดยเธอทำหน้าตาแปลกๆ เสียด้วย
สืบสาวราวเรื่องก็ได้ความว่า เธอเดินทางจากกรุงเทพฯ ในคืนที่ผมเป็นบ้าพอดี และมาถึงที่วัดก็สายของอีกวัน พอมาถึงก็ได้พบกับผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่ง โดยมีการสอบถามว่ามาหาใคร แฟนผมก็บอกว่ามาหาพระบวชใหม่ ชื่อนี้ชื่อนี้ เป็นลูกคนนี้
พอแฟนผมบอกเสร็จ คุณยายคนเดิมก็พูดทันทีเลยว่า อ๋อ...พระรูปนั้นนะหรือ เป็นบ้าไปแล้ว
เอาละสิครับ เมื่อแฟนผมฟังเสร็จ ก็เกิดอาการตกใจ และคิดว่าผมน่าจะบ้าไปจริงๆ เลยมีความคิดว่า อย่างไรเสียถ้าผมเป็นอะไรไป ในวันนี้จะขอให้ผมสึก พาผมกลับไปกรุงเทพฯ ถ้าบ้าจริงจะได้พาไปรักษาได้
แต่ความตั้งใจเหล่านี้ก็หายไป เพราะท่านอาจารย์ของผม
ก่อนพบผม แฟนผมเธอมีโอกาสพบท่านอาจารย์ก่อน ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า ผมเหมือนกับคนอยู่แต่ในห้อง พอมาพบเจอโลก ก็เลยเป็นอย่างนี้ พร้อมกับอธิบายเรื่องราวต่างๆ
ทั้งหมดทำให้ความตั้งใจจะพาผมกลับกรุงเทพฯ ยุติลง โดยเมื่อเจอกัน ผมก็เลยอธิบายให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และจากนั้นมาก็เป็นคิวของพ่อ แม่ ผมที่เดินทางมาที่วัด เพราะได้ข่าวของผมนั่นเอง
อย่างที่บอกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม ถ้าใครเห็นสภาพก็คงคิดว่าบ้าแล้วแน่ เพราะอาละวาดไปทั่ว โดยมีน้องคนหนึ่งชื่อ เจ็งอ๋า ชื่อจริง อธินันท์ เจ็งตระกูล ทำโรงสีอยู่ที่บ้าน ที่ อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ บวชมาพร้อมกัน ได้บันทึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ ผมก็เลยขอคัดลอกบันทึกขณะนั้นมาลงให้อ่าน จะได้พอเห็นภาพชัดขึ้น
“7 กรกฎาคม 2533 เหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา ประมาณทุ่มครึ่งยังค้างในใจ ยังกลัวอยู่เลย
เมื่อคืนเวลาผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน เราหลับตื่นหลายหน เพราะความกลัว หรือความห่วง ความสงสาร ตี 2 ก็ตื่น รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกิน ทั้งที่เราก็นอนในเวลา 5 ทุ่มเศษฯ
เมื่อวาน (6 กรกฎาคม 2533) ขณะมีการบวชนาค เรายังนั่งคุยกับหลวงพี่ (ก็คือตัวผมนี่แหละ) ซึ่งหลวงพี่ก็พูดให้ฟังถึงการทำสมาธิว่า เมื่อคืนเดินจงกรม นั่งภาวนาทั้งคืน และทำสมาธิได้ และนอนเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเช้าก็ฉันอาหารได้เล็กน้อย แต่ก็อยู่ได้เพราะใจอิ่มเอิบ และตลอดเวลาที่คุยกันกับเราก็พุทโธอยู่ในใจได้ตลอด ยกเว้นเวลาหัวเราะ สมาธิจะเสียต้องเริ่มกันใหม่ ก็ต้องใช้เวลากันหน่อย เพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกลางคืน
เราก็ฟังด้วยความสนใจ และก็ตกลงกับหลวงพี่ว่า จะสอนให้เรา เราซึ่งได้ฟังก็อยากจะมีความรู้สึกอย่างนั้นบ้าง สนใจมากก็เลยจะไปปฏิบัติ
แต่แล้วหลวงพี่ก็เปลี่ยนไป เพราะการทำสมาธิ เราเองก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำใดจึงจะเหมาะสม เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เรายังไม่รู้ว่าหลวงพี่หายหรือยัง เมื่อคืนสวดมนต์เราก็ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายถ้ามีจริงขอให้หลวงพี่หายเป็นปกติ เราไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ เคยได้ยิน แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอ หลังจากอาบน้ำ ซักผ้าสบง อังสะ ก็นั่งอ่านหนังสือก็เลยไม่รู้เวลากลับว่าจะไปสรงน้ำหลวงปู่ (ท่านอาจารย์ของผม) ไม่ทัน ก็หยิบจีวร ไฟฉาย หนังสือเอาไปวางไว้บนศาลา และเริ่มท่องหนังสือ พอเหลือบมามองนาฬิกา 19.05 น. ก็ตกใจเพราะท้องฟ้ายังแจ่มใสไม่เหมือนทุ่มเศษๆ ก็เลยรีบไปกุฏิหลวงปู่ เพราะหลวงปู่เริ่มจะสรงน้ำ เมื่อไปถึงมีพระ-เณรอยู่หลายรูป หลวงปู่กำลังปลงผม
เมื่อสรงน้ำเสร็จซักผ้าหลวงปู่และมาที่ศาลา เราก็ต้องตกใจอย่างแรง เพราะหลวงพี่ทั้งหลายมาบอกให้ไปช่วยกันจับหลวงพี่อ้วน ซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นหลวงพี่ปิง ไม่คิดว่าจะเป็นหลวงพี่ ตอนนั้นทั้งกลัวและสงสาร ยังคิดแปลกใจตั้งแต่สรงน้ำหลวงปู่อยู่แล้ว ทำไมวันนี้หลวงพี่ไม่มา”
นี่แหละครับบันทึกของน้องคนหนึ่งที่เคยบวชพร้อมกัน และปัจจุบันน้องคนนี้ได้สละทางโลก กลับไปบวชอีกครั้ง
และสิ่งที่ผมไม่คาดฝันอีกก็คือ แม้ผมจะเห็นอาการที่เกิดขึ้นของจิตไปแล้ว แต่ระหว่างที่บวช ไอ้เสียงที่เกิดขึ้นมาในใจประเภท ข้าจะเป็นพระอรหันต์ วันดีคืนดีมันก็โผล่ขึ้นมาอีก จนผมต้องหาวิธีจัดการกับมัน จนนำไปสู่ผลของการปฏิบัติในพรรษานั้นเอง
ทะเลแห่งชีวิต
ที่เล่าไปแล้วว่า เสียงที่ตามหลอกตามหลอนว่า จะเป็นพระอรหันต์นั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือจิตของผมที่มาหลอกให้หลงเชื่อ โดยเมื่อรู้ความจริง ผมก็เลิกสงสัยว่า ที่อาการคล้ายคนบ้านั่นมันมาจากอะไร
และเป็นโชคดีของผมอีกก็คือตลอดพรรษานั้น ท่านอาจารย์มักจะเมตตามาเทศนาในช่วงหลังทำวัตรค่ำ สอนในศาสตร์ของพระพุทธเจ้า มุ่งตรงสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ จากนั้นท่านจะนำนั่งสมาธิภาวนา โดยตลอดพรรษาได้มีการรวบรวมคำสอนของท่าน จัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ อารมณ์กรรมฐาน เอาไว้ด้วย
บางครั้งมีเรื่องที่สงสัย บางทีไม่ต้องถาม เพียงแค่คิดในใจ ท่านอาจารย์ก็จะมาตอบให้เวลาเทศนา อาทิ ผมเกิดความสงสัยแบบไม่รู้จะถามอย่างไรว่า เวลาปวดหนัก ต้องภาวนาหรือไม่
อีกเช่นเคยแค่คิดขึ้นมาในใจ ช่วงค่ำท่านก็ตอบให้ในการเทศนาว่า ทุกอิริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน ให้พุทโธไว้ โดยไม่ว่าถ่ายหนัก ถ่ายเบา ก็อยู่กับพุทโธตลอด
ระหว่างพรรษา ชีวิตพระของผมก็อยู่กับลมหายใจ บางช่วงเผลอบ้าง ก็ดึงกลับมา ในบางครั้งบางคราวจิตผมก็จะตามหลอกเวลาลืมตัวอยู่เรื่อย
บางวันนั่งอยู่ดีๆ ก็ดันมีความคิดผุดขึ้นมาว่า เราจะเป็นพระอรหันต์ อีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่เหมือนคราวเก่า ผมจัดแจงเอาไว้กวาดด้ามยาวมากวาดลานวัด พร้อมๆ กับกำหนดขึ้นในใจ ถ้าเป็นพระอรหันต์จริง ให้ใบไม้ทั้งหมดหายไปให้ดูสิ ปรากฏว่า เสียงนั้นก็เงีบบฉี่ไม่ยอมโผล่ขึ้นมา
แต่กวาดๆ ไปได้สักพัก เอาอีกแล้วเสียง เราจะเป็นพระอรหันต์ ก็ดังอีก เลยต้องกวาดไป สู้ไป อยู่กับ พุท-โธ ไป สู้กันไปเรื่อยๆ
บางครั้งมันถึงกับเหนื่อยพอดู ที่ต้องมาสู้กับไอ้เสียงใจหัวใจที่มันจ้องตามหลอกตามหลอนอยู่ร่ำไป
แต่การต่อสู้ที่ว่า ท้ายสุดผมก็ได้รับผลประจักษ์แก่หัวใจ ในช่วงการบวชของผม
เพราะเมื่อผมเอาสติไประมัดระวังกับจิตเรื่อยๆ ทุกขณะจิต และในทุกอิริยาบถไม่ว่าจะ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน ก็จะภาวนา พุท-โธ เป็นระยะ จนช่วงท้ายๆ พรรษา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือได้เห็นอาการของจิต ยามที่เคลื่อนไหวไปรับรู้สิ่งสัมผัสจากภายนอก และสัมผัสภายใน
อย่างเวลาที่คนเดินผ่านและทักทายขึ้นมาว่า ครูบาจะไปไหน ทันทีที่มีเสียงสัมผัสกับหู มันก็จะมีเสียงดังขึ้นในใจของผมก่อนครับว่า จะไปโบสถ์ จากนั้นผมก็ค่อยให้ปากพูดตามเสียงที่ดังขึ้นในใจว่า จะไปโบสถ์
หรือแม้กระทั่งเวลาผมมองเห็นภาพทางสายตา แล้วก็นึกขึ้นมาว่า เวลาเย็นวันนี้ยังไม่ค่ำเลย มันก็จะเกิดเสียงดังในใจเป็นคำๆ ว่า เวลาเย็นวันนี้ยังไม่ค่ำเลย เป็นเสียงที่ชัดเจน
อธิบายให้ละเอียดอีกนิดครับว่า ถ้าเป็นปกติธรรมดา เวลาเราพูดจากับคนอื่น เช่น ถ้าคนถามเราว่า กินข้าวหรือยัง เราก็มักจะตอบไปทันทีว่า กินแล้ว โดยเราคิดว่าเป็นการตอบแทนแบบทันควันทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ เมื่อคนถามว่า กินข้าวหรือยัง มันจะเกิดเสียงในหัวใจก่อนว่า กินแล้ว จากนั้นผมค่อยให้ปากพูดขึ้นมาว่า กินแล้ว กลายเป็น 2 จังหวะ 2 ขั้นตอน แต่ทว่า 2 ขั้นตอนนี้กินเวลาพริบตาเดียว เหมือนกับสภาพที่โต้ตอบตามปกติ
นี่แหละครับ คือ การฝึกสติ การภาวนา จนทำให้รู้ได้ว่า เมื่อเราได้รับสิ่งสัมผัสจากภายนอก หรือแม้กระทั่งการคิดเองในใจ จริงๆ แล้วไม่ใช่สมองหรอกครับที่สั่งงานให้เราโต้ตอบ แต่เป็นจิตจะสั่งงานก่อน เพียงแต่ว่าอาการเคลื่อนไหวมันรวดเร็ว จนเราไม่รู้
และทั้งหมดทำให้ผมเชื่อมั่น ศรัทธาในพระศาสนา เห็นความดีพระคุณครูบาอาจารย์ ผู้เป็นพระอริยะ เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของโลกโดยแท้
แล้วจิตแบบนี้ในช่วงที่บวช มันก็มีสิ่งแปลกๆ ที่พอจะเล่าได้ ก็คือ หลวงพี่ปิง ที่อยู่กระทรวงการคลัง แล้วมาบวชด้วยช่วงเดียวกันกับผม และเป็นคนทำให้ผมรู้ว่าที่ผมบ้านั้นมาจากจิตของตัวเองคนเดียวกันนั่นแหละครับ หลวงพี่ปิงมีอาการปวดไหล่เรื้อรังมานาน และก็บ่นกับผมว่า ปวดไหล่จริงๆ
พอได้ยินเสียงแค่นั้นครับ ก็เกิดเสียงดังขึ้นมาในใจผมเลยว่า เดี๋ยวจะรักษาให้ จากนั้นผมก็แค่เอาปากพูดตามว่า เดี๋ยวจะรักษาให้ แล้วให้หลวงพี่ปิงนั่งลง หันหลังให้ผม
ผมเริ่มด้วยการภาวนาพุทโธ แต่มือของผมมันก็เคลื่อนไหวเอง ไปกดที่ใกล้ๆ กระดูกสันหลัง แล้วก็ดันขึ้นมาเรื่อยๆ โดยผมเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ผิวหนังของหลวงพี่ปิง มีสภาพคล้ายๆ เป็นเส้นอะไรบางอย่างที่ถูกดันขึ้นมา จากนั้นมือผมก็เอาเส้นที่ว่าไปเหน็บเอาไว้ตรงซอกคอ แล้วก็เกิดเสียงในหัวใจผมว่า เสร็จแล้ว ผมก็มีหน้าที่บอกหลวงพี่ปิงไปว่า เสร็จแล้ว
หลวงพี่ปิงก็เลยทดลองขยับหัวไหล่ดู ปรากฏว่าหลวงพี่ปิงก็พูดด้วยความประหลาดใจว่า เฮ้ย ทำไมหายแล้ว และก็ถามผมว่า ทำได้อย่างไร
ผมก็ได้แค่อธิบายว่า ผมทำตามเสียงที่ดังขึ้นมาในใจเท่านั้นหลวงพี่ปิงเลยบอกว่าขอทดลองดูได้หรือไม่
เสียงในใจผมก็ดังขึ้นมาว่า ได้ ผมก็เลยบอกว่า ได้ จากนั้นก็เป็นรายการลองของกันเล่นๆ โดยมือผมได้ไปจับตรงลำแขนหลวงพี่ปิง แล้วมันก็เกิดเสียงในใจผมว่าจะชาตรงหัวไหล่ ผมก็มีหน้าที่บอกตามเสียงนั้นว่า จะชาตรงหัวไหล่ ซึ่งหลวงพี่ปิง ก็บอกว่า เออ ชาจริงๆ
แล้วเรา 2 คน ก็ทดลองอีก 2 จุด โดยผมมีหน้าที่พูดตามเสียงที่ดังขึ้นมาจากจิตเท่านั้น และปรากฏว่าบอกว่าจะชาจุดไหน หลวงพี่ปิงก็จะชาจุดนั้น จนทดลองเสร็จ เรา 2 คนต่างก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพราะมันเป็นเรื่องยากอธิบายอยู่
และถ้ามีใครมาถามว่า ปัจจุบันนี้ผมยังเห็นอาการของจิตหรือเปล่า ตอบทันทีเลยครับ ไม่เห็นมานานแล้ว เพราะหลังจากที่หมดพรรษา สึกออกมา และเพียงไม่กี่วันผมก็ลงขวดสุรา จิตทั้งหลายก็หายไปกับแบล็ก โซดา เรด โซดา ไปหมด โดยผมเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาไปเรื่อย สว่างคาตาก็มี
ผมเที่ยวอย่างนี้ โดยไม่ได้สนใจจะไปปฏิบัติภาวนาเอาเลย จนกระทั่ง 1 ปีผ่านไป ในคืนวันหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังมึนๆ ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ มันก็มีการฉุกคิดขึ้นมาว่า เรากำลังทำอะไรอยู่
แค่ประโยคนี้แหละครับ มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมอีกครั้ง เพราะทำให้ผมหวนคิดถึงสิ่งที่ผมเคยประสบมา คิดถึงธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้า และคิดถึงความไม่จีรังของชีวิต
นับแต่นั้น ผมก็กลับมาศึกษาธรรมะอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้แม้กระทั่งก่อนบวช ผมไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อน แต่เมื่อผมกลับมาศึกษาในคราวนี้ปรากฏว่าผมกลายเป็นคนที่อ่านหนังสือธรรมะแล้วสนุก ชอบอ่านไปได้อย่างไรก็ไม่รู้
และเมื่อผมอ่านหนังสือมากขึ้น ผมก็เลยยิ่งนำมาเทียบเคียงกับการปฏิบัติธรรมะของผมตั้งแต่เด็กจนถึงที่ได้บวช และทำให้ยิ่งเกิดความหนักแน่น ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งยิ่งกว่าที่พึ่งอื่นใด
จากนั้น มันก็กลายเป็นการเก็บธรรมะใต้ถุนร้าน เหมือนกับชื่อที่ผมตั้งขึ้นมาครับ เป็นการเริ่มสะสมธรรมะ สร้างกุศล ทาน ศีล ภาวนา ทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ เพื่อหวังจะสะสมให้เป็นกองใหญ่ขึ้น
ถ้าให้เปรียบแล้ว ชีวิตก็คงเหมือนกับการแล่นเรือในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด จึงจะถึงฝั่งข้ามภพ ข้ามชาติ ข้ามวัฏฏะการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมสะสมสิ่งต่างๆ เอาไว้ เพื่อการเดินทางในวันข้างหน้าจะไม่ต้องลำบากยากเข็นหรือไม่หลงทางมากนัก
การให้ทาน เหมือนกับเราสะสมเสบียงกรังเอาไว้ จะได้เอาไว้ใช้ในยามยากในวันข้างหน้า ใครที่ไม่ทำทานก็เหมือนกับการแล่นเรือไปโดยเสี่ยงต่อการขาดเสบียงได้ง่ายๆ ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่เสี่ยงอย่างนั้นเด็ดขาด
ส่วนการรักษาศีล ก็คือ ทำให้มีสติ ระมัดระวัง ไม่ให้เดินไปในเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง หรือเดินเรือผิดเส้นทาง การที่มีศีลมีสติก็เหมือนกับการที่มีหางเสือที่ดีไม่หลงทิศไปวนเวียนในทางที่ผิดจนไกลออกจากฝั่งไปทุกที
สำหรับการภาวนา ก็คือ ทำให้เรามีพลัง มีจิตใจที่แน่วแน่ในการเดินไปข้างหน้า ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค สมาธิเป็นรากฐานของปัญญาเป็นความแหลมคมในการเดินเรือ แม้ว่าจะเผชิญกับคลื่นลมที่รุนแรงเกิดความผิดหวัง สมหวัง แต่การภาวนาจะช่วยรักษาใจ ทำให้ใจเรามีกำลังที่จะเดินทางไปต่อได้ โดยจะเป็นสมบัติติดตัวเราไปตลอดการเดินทาง
และที่ผมเขียน เก็บธรรมะใต้ถุนร้าน มาถึงตอนนี้ ความมุ่งหมายของผม ก็คือ อยากให้คนที่กำลังเดินเรือและตั้งใจอยากไปให้ถึงฝั่ง จะได้รับรู้ประสบการณ์ของผม อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กันและกัน ว่า เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่เงียบเหงา
ส่วนผู้ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน อ่านแล้วส่วนหนึ่งก็อาจไม่เชื่อก็ถือว่าเป็นธรรมดา แต่ถ้าอ่านแล้วเกิดความสนใจในพระพุทธศาสนา เห็นความจริงของชีวิต ก็จะเป็นกุศล อย่างน้อยก็ได้สะสม ทาน ศีล ภาวนา เอาไว้ เพื่อที่จะใช้ในวันข้างหน้า
ผมก็ต้องกล่าวอำลาแล้วพร้อมๆ กับการก้มกราบ น้อมรำลึกถึงพ่อแม่ทางธรรม คือพระอาจารย์ของผม ไปตลอดชีวิต







