ความจริงที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับโรงกลั่นน้ำมัน
แม้ว่าประเทศไทยจะมีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2480 แต่ผมสังเกตว่าความเข้าใจในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของคนทั่วไปยังมีค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะคนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว หรือเพราะความซับซ้อนของตัวธุรกิจเอง ดังนั้นในบางครั้งเมื่อมีประเด็นที่กล่าวพาดพิงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน คนจึงไม่ค่อยจะเข้าใจ และถูกทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ ผมจึงขอถือโอกาสนี้เล่าถึงความเป็นมา และการดำเนินธุรกิจของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ที่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจไม่ทราบมาก่อน
ความเป็นมาของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย
ในช่วงแรกที่ประเทศไทยเริ่มมีการใช้น้ำมัน เราต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศทั้งหมด จนปี 2480 ในกรมเชื้อเพลิงจึงได้สร้างโรงกลั่นน้ำมันขึ้นแห่งแรกขึ้นที่ช่องนนทรี และต่อมาในปี 2502 รัฐบาลจึงได้ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันบางจากขึ้นเป็นแห่งที่ 2 มีกำลังการกลั่น 5,000 บาร์เรล/วัน โดยเปิดดำเนินการในปี 2507 จนในปี 2503 รัฐบาลได้ออกประกาศเชิญชวนให้มีการสร้างและดำเนินกิจการโรงกลั่นน้ำมันครั้งแรกในประเทศไทย ทำให้มีการสร้างโรงกลั่นของเอกชนขึ้น คือ โรงกลั่นของบริษัท โรงกลั่นน้ำมันไทย (ปัจจุบันคือ บริษัท ไทยออยล์) และโรงกลั่นของบริษัท เอสโซ่ แสตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด (ปัจจุบันใช้ชื่อ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย)) ซึ่งขณะนั้นการดำเนินกิจการโรงกลั่นธุรกิจโรงกลั่นยังคงเป็นธุรกิจที่ถูกควบคุม ไม่เปิดเสรี
ต่อมารัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้กิจการกลั่นน้ำมันของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เปิดเสรีธุรกิจโรงกลั่น ทำให้ในปี 2535 มีการตั้งโรงกลั่นน้ำมัน สตาร์ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเชฟรอนและ ปตท. และโรงกลั่นน้ำมันระยอง ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเชลล์และ ปตท. ซึ่งการที่ ปตท. เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในโรงกลั่นทั้งสองแห่งนั้น เป็นไปตามนโยบายรัฐที่ต้องการให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจดังกล่าว
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2541 ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้โรงกลั่นน้ำมันที่มีหนี้เงินกู้ต่างประเทศต้องมีหนี้ในมูลค่าเงินบาทเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งภาวะวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง โรงกลั่นเกือบทุกโรงประสบปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะโรงกลั่นไทยออยล์ และโรงกลั่น IRPC (เดิม TPI) ที่ต้องเข้าสู่ศาลล้มละลายกลาง รัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่าหากไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือโรงกลั่นจะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และมองว่า ปตท. เป็นบริษัทที่มีศักยภาพที่จะเข้าไปฟื้นฟูกิจการของโรงกลั่นไทยออยล์ และโรงกลั่น IRPC ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันระยองที่มีเชลล์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องหลายปี และได้ขายหุ้นของเชลล์ทั้งหมดในโรงกลั่นน้ำมันระยองให้กับ ปตท. จนทำให้ ปตท. กลายเป็นผู้ถือหุ้นในโรงกลั่นหลายแห่งเช่นในปัจจุบัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ เชฟรอน เอสโซ่ บางจาก ไทยออยล์ ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น IRPC และโรงกลั่นระยองเพียว และมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน
กำไรของโรงกลั่นมาจากไหน
กำไรเบื้องต้นของโรงกลั่นนั้นมาจากค่าการกลั่น (Gross Refining Margin) ซึ่งเป็นผลต่างของราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ได้จากโรงกลั่นกับราคาน้ำมันดิบ แต่เนื่องจากในกระบวนการกลั่นของโรงกลั่นไม่สามารถเลือกกลั่นเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปที่มีราคาสูงได้ แต่สัดส่วนของน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้จากกระบวนการกลั่นจะแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีของแต่ละโรงกลั่น
ค่าการกลั่นดังกล่าวเป็นเพียงกำไรเบื้องต้นที่ยังไม่ได้หักเงินลงทุน ค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันหากเราจะสร้างโรงกลั่นใหม่ค่าการกลั่นเบื้องต้นที่จะทำให้การลงทุนคุ้มทุนจะอยู่ที่ระดับ 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่เนื่องจากโรงกลั่นไม่ได้เป็นผู้กำหนดค่าการกลั่นนั้นเอง แต่จะเป็นไปตามกลไกของตลาดตามสภาวะความต้องการใช้และปริมาณการผลิตในภูมิภาค กล่าวคือ หากช่วงใดที่กำลังการผลิตในภูมิภาคสูงกว่าความต้องการใช้น้ำมันมาก ค่าการกลั่นอาจตกลงมาที่ระดับ 1 เเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจะเห็นว่าค่าการกลั่นนั้นไม่ได้อยู่ในระดับสูงกว่า 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ที่เป็นจุดคุ้มทุนตลอดเวลา ดังเช่นในช่วงปี 2541 ที่ค่าการกลั่นอยู่ที่ระดับ 2.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้โรงกลั่นทุกโรงต้องประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนักจะเห็นได้ว่า โรงกลั่นจึงไม่ได้มีแต่กำไรอย่างที่เข้าใจกัน
ราคาหน้าโรงกลั่นไม่อ้างอิงกับราคาสิงคโปร์ได้ไหม
การกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นของไทยใช้หลักราคา
“เสมอภาค” การนำเข้า (Import Parity) เป็นการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้จากโรงกลั่นในประเทศที่เทียบเท่ากับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำสุด ซึ่งเป็นหลักสากลที่ใช้ในประเทศที่ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศบางส่วน สำหรับกรณีของไทย หากต้องมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เราจะนำเข้าจากตลาดที่มีต้นทุนการนำเข้าต่ำสุด ซึ่งก็คือตลาดน้ำมันสิงคโปร์ หากประเทศไทยไม่อ้างอิงราคาสิงคโปร์จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในการจัดหาและการใช้ของประเทศ เพราะหากโรงกลั่นไทยกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปเอง เมื่อใดที่ราคาในประเทศต่ำกว่าราคาที่สิงคโปร์ โรงกลั่นน้ำมันก็จะนำน้ำมันส่งออกไปขายต่างประเทศ ทำให้ประเทศเกิดการขาดแคลนได้ แต่ถ้าหากราคาในประเทศสูงกว่าราคาที่สิงคโปร์ ก็จะมีผู้นำเข้าน้ำมันมาจากสิงคโปร์แทน ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นอยู่ไม่ได้เช่นกันท้ายนี้ผมอยากชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจการกลั่นไม่ใช่ธุรกิจที่ได้กำไรมากอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยงจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จริงอยู่ที่ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันต้องส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ เนื่องจากความต้องการใช้ในประเทศต่ำกว่าระดับกำลังการผลิต โดยต้องส่งออกในราคาที่ต่ำกว่าราคาในประเทศ แต่การที่เรียกร้องให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่นลงนั้นอาจไม่เป็นธรรมต่อโรงกลั่น เพราะการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นนั้นเป็นการลงทุนในระยะยาว ผลตอบแทนการลงทุนเกิดจากค่าการกลั่นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาลงทุน (ประมาณ 20 ปี) ซึ่งในบางช่วงค่าการกลั่นอาจจะต่ำ แต่ในบางช่วงอาจสูง แต่เมื่อเฉลี่ยแล้วโรงกลั่นควรจะพออยู่ได้ เหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนประเด็นว่าธุรกิจการกลั่นไม่ได้มีกำไรมากอย่างที่เข้าใจกัน คือ การที่ไม่มีบริษัทเอกชนรายใดต้องการสร้างโรงกลั่นเพิ่มขึ้นอีกเลยเป็นเวลามาหลายปีมาแล้ว เพราะนักลงทุนต่างทราบดีผลประกอบการของโรงกลั่นไทยในอดีตที่ผ่านมานี้ไม่ดีนัก จึงไม่มีใครสนใจเข้ามาลงทุนทั้งที่รัฐเปิดเสรีธุรกิจโรงกลั่นมาหลายปีนั่นเอง


