posttoday
แก้รธน.อลหม่าน  ​บีบสปช.เอาใจคสช.​

แก้รธน.อลหม่าน ​บีบสปช.เอาใจคสช.​

11 มิถุนายน 2558

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ สำหรับเนื้อหาที่ “สอดไส้” มากับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ทั้ง 7 ประเด็น

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ สำหรับเนื้อหาที่ “สอดไส้” มากับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ทั้ง 7 ประเด็น

เมื่อเนื้อหาในหลายประเด็นเป็นเสมือน “ชนวน” ​ที่จะนำไปสู่แรงกระเพื่อมแถมอาจบานปลายกลายเป็นความปั่นป่วนอลหม่านให้กับทั้งการบริหารของรัฐบาล คสช. และกระบวนการปฏิรูปที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ประเด็นแรกอยู่ที่การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากเดิม ​“ต้องไม่เคยถูกถอดถอนสิทธิเลือกตั้ง” มาเป็นเพียงแค่ “​ไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”​

นั่นเท่ากับเปิดล็อกให้บรรดาคนที่เคยถูกเพิกถอนสามารถเข้ามาเป็น สนช.กรรมการอื่น หรือแม้แต่ ครม.ได้

แม้จะหยิบยก “เหตุผล” ในประเด็นต้องการให้สอดรับไป​กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่ หรือต้องการสร้างบรรยากาศ​ความเป็นธรรมให้กับอดีตขั้วอำนาจเก่า ทั้งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109

แต่อีกด้านหนึ่งเริ่มมีเสียง “ดักคอ” ว่านี่เป็นเพียงการ “ปลดล็อก” เปิดช่องให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง ได้เข้ามามีตำแหน่งอย่างเต็มตัวใน ครม.

เพราะก่อนหน้านี้ ด้วยสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ทำให้ สมคิด เป็นได้มากสุดแค่ที่ปรึกษา คสช. ทั้งที่​คาดหวังว่าจะเป็นแม่ทัพคนสำคัญลุยงานด้านเศรษฐกิจ

แถมมีกระแสข่าวระแคะระคายอยู่เป็นระยะว่า คสช.​พยายามหาทางดึง สมคิด เข้ามามีตำแหน่ง มีอำนาจเต็มเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงาน โดยเฉพาะหลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรากฏยังไม่มีสัญญาณดีขึ้น และจะยิ่งเป็นอันตรายหาก คสช.จะต้องยื้ออยู่ในตำแหน่งนานออกไป

ปัญหาอยู่ที่การผ่อนปรนความเข้มงวดของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ ถูกมองอาจจะกระทบไปถึงมาตรฐานการปฏิรูปที่เคยวางกฎเข้มกันนักการเมืองที่เคยมีชนักปักหลังออกจากสนามการเมือง

แต่อีกด้านคาดหวังว่านี่จะเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศ ​“ปรองดอง” ดึงให้คน
ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองกลับมาในสนามอีกครั้ง

ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีเสียงทักท้วงว่า นี่อาจเป็นเพียงแค่แผน “ขุดบ่อล่อปลา”ดึงขั้วอำนาจเก่าให้เปลี่ยนใจมายืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช. หรือแม้จะไม่อยู่ฝั่งเดียวกันที่พร้อมเปิดหน้าให้การสนับสนุน แต่อย่างน้อยก็อาจไม่ทำตัวเป็นปัญหาสร้างความปั่นป่วนให้ คสช.

ยิ่งเวลานี้ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 กำลังพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สร้างปัญหาเกรงว่าหากขยับมากไป จะส่งผลต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อาจปิดทางให้กลับลงสนามการเมืองได้

อีกประเด็นสำคัญที่ประเมินว่าจะเป็นปัญหา คือ ​เมื่อ สปช.ได้ลงมติไม่ว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม เมื่อลงมติเสร็จถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้วให้ยุบ สปช.

พร้อมกันนี้ให้ตั้ง “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” โดยมีสมาชิกไม่เกิน 200 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง โดยไม่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทำหน้าที่เสนอแนะการปฏิรูปเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญอีก

ปัญหาอยู่ตรงที่สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศนี้ เปิดช่องให้ ​ สปช.ชุดเดิมกลับเข้ามาทำหน้าที่ได้ จากเดิม 250 คน ย่อมมีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำหน้าที่รับไม้ต่อขับเคลื่อนปฏิรูปต่อจากนี้

งานนี้ย่อมบีบให้ สปช.หลายคนที่ต้องการอยู่ในตำแหน่งต่อไป ต้องเร่งสร้างผลงานและวิ่งเต้นให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป

​​โดยเฉพาะกับตำแหน่งที่เปลี่ยนจาก สปช.​มาเป็นสภาขับเคลื่อนนั้น มี​วาระการดำรงตำแหน่งรอบนี้มีวาระ 5 ปีเต็มตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างระบุ มากกว่าการอยู่ในตำแหน่ง สปช.​ 2 ปี ตามที่มีความพยายามเสนอแนวคิดยื้อการเลือกตั้งออกไป 2 ปี หลายคนย่อมไม่อยากตกขบวนรถไฟขบวนนี้

ที่สำคัญตำแหน่งในสภาขับเคลื่อนที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มีอำนาจอยู่พอสมควรในการขับเคลื่อนปฏิรูป ข้อเสนอจากสภาขับเคลื่อนถูกมองว่ามีผลบังคับที่ทั้งสภานิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารไม่อาจคัดค้านได้

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารย่อมต้องปฏิบัติตามแนวทางการปฏิรูปที่สภาขับเคลื่อนปฏิรูปวางกรอบไว้อย่างน้อยก็เป็นเวลา 5 ปี

อีกด้านหนึ่งมองว่าประโยชน์ทางอ้อมจากการกำหนดประเด็นนี้ เพื่อต้องการบีบให้ สปช. ทำงานสอดรับความต้องการของ คสช.มากขึ้น เพื่อทำให้แผนการปฏิรูปและกระบวนการต่างๆ เข้ารูปเข้ารอยในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายนี้

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าที่มาของ สปช. จากแต่ละด้านทำให้กระบวนการทำงานค่อนข้างเป็นเอกเทศและยากที่ คสช.จะเข้าม​าสั่งการหรือควบคุมทิศทาง

หลายเรื่องใหญ่ๆ ที่ผ่านมาซึ่งรัฐบาล คสช.​เคยส่งสัญญาณลุยเดินหน้า สุดท้ายต้องมาสะดุดในชั้น สปช. อาทิ เรื่องการเปิดสัมปทานพลังงานที่เคยทำแผนรัฐบาลต้องสะดุดมาแล้ว

สุดท้าย การเร่งสร้างผลงานและการวิ่งเต้นในช่วงนี้ เพื่อหวังตีตั๋วไปต่อในชั้นสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ สปช.ในภาพรวม เมื่อหลายคนไม่รู้ว่าทุกอย่างที่ทำมาจะต้องสะดุดหรือถูกรื้อใหม่ในช่วงที่สภาขับเคลื่อนรับไม้ต่อ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย