
เศรษฐกิจกับการเมืองเหตุและปัจจัยต่อกัน
เมื่อ 2-3 ฉบับที่แล้วได้เขียนไว้ว่า ไม่ได้มองว่ารัฐบาลนี้ให้ยาแรง ถ้าคนเป็นมะเร็งก็ยังไม่ได้ให้คีโม ทำให้มะเร็งยังคงซุกซ่อนและกัดกินร่างกาย ซึ่งก็คือประเทศไทยอยู่ ก็พอดีมีข่าวการเพิกถอนพาสปอร์ต ข่าวการถอดยศ การขอเครื่องราชฯ คืน ฯลฯ จนดูเหมือนว่า เป็นยาแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งที่ทำให้เบาใจไปได้อีกนิดว่า คนไข้น่าจะอยู่รอดไปได้
เมื่อ 2-3 ฉบับที่แล้วได้เขียนไว้ว่า ไม่ได้มองว่ารัฐบาลนี้ให้ยาแรง ถ้าคนเป็นมะเร็งก็ยังไม่ได้ให้คีโม ทำให้มะเร็งยังคงซุกซ่อนและกัดกินร่างกาย ซึ่งก็คือประเทศไทยอยู่ ก็พอดีมีข่าวการเพิกถอนพาสปอร์ต ข่าวการถอดยศ การขอเครื่องราชฯ คืน ฯลฯ จนดูเหมือนว่า เป็นยาแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งที่ทำให้เบาใจไปได้อีกนิดว่า คนไข้น่าจะอยู่รอดไปได้
อย่างไรก็ตาม ไม่เข้าใจว่าทำไมเพิ่งมาให้ยากันตอนที่อดีตนายกฯ ไปพูดที่สาธารณรัฐเกาหลี จนทำให้ดูเหมือนเป็นการตอบโต้กัน หรือมีข้อตกลง หรือสัญญาใจกันไว้ว่า ถ้าอยู่เงียบๆ ก็จะปล่อยไป หรือหากไม่มีฝ่ายสนับสนุนอำนาจเก่าก็นำมาอ้างได้ ที่จริงใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ก้มหน้าก้มตาทำไปให้มันถูกต้อง ผลออกมาอย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้น น่าจะดีกว่า อาการที่เหมือนใส่เกียร์ว่างกลายๆ ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์โน่นนี่ หรือไขลานกันทีก็เดินกันที ทางด้านหนึ่งจึงยังเหมือนสะสางไม่เสร็จ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไข ซึ่งคงจะมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวไม่ได้ เพราะมีผลกระทบและเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน
หากมองด้านเศรษฐกิจ ผู้เขียนอาจมองโลกในแง่ดีว่าตอนนี้เศรษฐกิจก็เริ่มจะผงกหัวขึ้นแล้ว จากการใช้จ่ายลงทุนของรัฐบาล ถึงแม้ว่าการบริโภคในภาคประชาชนทั่วไปจะยังไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินไม่ได้ได้มาง่ายดายเหมือนสมัยก่อน ส่วนเรื่องของการส่งออกนั้นคงต้องพักไว้ก่อน เพราะขึ้นกับปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เมื่อตลาดโลกยังลุ่มๆ ดอนๆ ก็คงต้องหวังพึ่งภายในประเทศไปก่อน ซึ่งเมื่อเห็นตัวเลขที่กรมบัญชีกลางแสดงถึงการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ก็ทำให้เบาใจขึ้น เช่น มีการเบิกจ่ายงบลงทุนถึง 40% สูงกว่าปีก่อนเท่าตัว (ระยะเวลาเดียวกัน) และงบลงทุนที่ทำสัญญาผูกพันข้ามปีก็มีอีก 2 แสนล้านบาท ที่จะต้องจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณนี้ ดังนั้นเมื่อผลนี้ตกถึงประชาชนจึงคาดว่าอัตราการใช้จ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ก็น่าจะมีอะไรๆ ให้ลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง โดยเฉพาะหากบ้านเมืองยังมีความสงบอยู่บ้าง ต้นปีหน้าประเทศไทยคงจะกลับมาเตาะแตะตามอาเซียน 7 ประเทศเขาไปกัน ไม่ตกลงไปเทียบรุ่นกับอาเซียนบางประเทศที่อยู่ใกล้ๆ (CLMV : Cambodia, Laos, Maynmar, Vietnam)
ที่สำคัญก็คือเรื่องของค่าเงิน อย่าลดอัตราดอกเบี้ยกันจนเพลินตามที่ผู้ส่งออกเรียกร้อง แต่ควรประเมินจุดพอดีให้ได้ ซึ่งผู้เขียนคงไม่อาจไปแนะนำท่านผู้รู้ทั้งหลายได้ เพียงแต่ขอสะกิดไว้นิดเดียวว่า หากค่าเงินแข็งจนการนำเข้าลดลง และเกิดการเกินดุลขึ้นมามากๆ ค่าเงินบาทก็จะแข็งขึ้นเองตามสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็อาจมีปัญหาเงินฝืดเงินชะงัก (Stagnation) ตามต่อเนื่องกันมาอีก ซึ่งที่จริงหากธนาคารจะลดความต่างของดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ลงอีกนิด ก็ยังจะช่วยได้มากโดยไม่ทำให้ธนาคารเดือดร้อน ช่วยดูตัวอย่างของสิงคโปร์หน่อยก็แล้วกัน
เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ทำให้อดพูดถึงการที่รัฐบาลจะอยู่ต่อดีไหมไม่ได้ ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุข เศรษฐกิจมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็อดไม่ได้ที่จะเชียร์ให้อยู่ต่อไป ปีเดียวนั้นจะสะสางปัญหาที่หมักหมมมาเป็นสิบปีได้อย่างไร การรักษาคำพูดเป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่บทเรียนที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าการเอาแต่รักษาคำพูดอย่างเดียวนั้น “เสียของ” แค่การที่รัฐบาลมีโรดแมปว่าจะอยู่ปีเดียว การผลักดันให้พักงานราชการที่พึ่งพาอำนาจเก่าทำงานยังยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะต่างก็คิดว่าดึงๆ ไว้เดี๋ยวก็ไป อำนาจเก่าก็กลับมาเดี๋ยวจะได้คอร์รัปชั่นกันให้เฟื่องฟูอีก การแก้ไขอะไรๆ ให้ถูกต้องจึงยากเย็นจนหืดขึ้นคอ ตอนนี้เสียอีกที่ดูจะยอมขยับกันบ้างเพราะชักไม่แน่ใจ
ที่จริงแล้วการเข้ามาของ คสช.หรือรัฐบาลนี้อาจเปรียบได้อีกอย่างก็คือ การเข้ามาเข็นรถยนต์ที่ติดหล่มอยู่ ช่วงแรกน่ะแค่เข้ามากันล้อไม่ให้จมลงไปอีก แล้วก็ออกแรงผลักกัน ตอนนี้พอผลักใกล้จะขึ้น ทำท่าจะวิ่งไปได้ ขืนปล่อยมือรถก็จะถอยลงหล่มใหม่ คราวนี้แหละประเทศชาติไม่ต้องไปไหนแล้ว ติดหล่มอยู่กับที่แน่ๆ
นักการเมืองนั้น แน่นอนว่าต้องการให้มีการเลือกตั้ง เพราะมันเป็นอาชีพของเขา ตอนนี้ก็เหมือนกับถูกพักงาน จึงไม่ควรให้ความสนใจ ที่ผ่านมาหากเขาเห็นแก่ประเทศชาติบ้าง ประเทศไทยคงไม่เสื่อมทรุดถึงขนาดนี้ ส่วนต่างชาติก็แน่นอนว่าต้องถือหลักการประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แรงกดดันตรงนี้น่าจะสูง แต่ก็จำเป็นต้องทน เพราะเวลาที่เราเจ็บป่วยเขาก็ไม่เคยมาเหลียวแล นอกจากคอยซ้ำเติม ทุกอย่างขึ้นกับผลประโยชน์และการล็อบบี้
ประชาธิปไตยนั้นไม่ควรเป็นแบบถอดบล็อกมาจากสหรัฐ หรือประเภท “สำเนาถูกต้อง” แต่ควรจะขึ้นอยู่กับบริบท วัฒนธรรม และการศึกษาของคนไทย จึงอยากจะขอร้องว่าเมื่อทุกอย่างกำลังจะไปด้วยดีแล้วอยู่ต่อทำให้เสร็จ อย่าทิ้งไปอย่างไร้ความรับผิดชอบอย่างคนที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจกับการเมืองนั้นมีผลต่อกันดังกล่าวแล้วข้างต้น และนี่เป็นความหวังสุดท้ายของประชาชนคนไทยแล้ว







