
'ตลาดหุ้นเวียดนาม' โอกาสใหม่...ของนักลงทุนไทย (จบ)
เมื่อวานนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงภาพรวมทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยเปรียบเทียบกับอีก 5 ประเทศ โดยมีเวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
เมื่อวานนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงภาพรวมทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยเปรียบเทียบกับอีก 5 ประเทศ โดยมีเวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมาได้เบื้องต้นก็คือ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และการส่งออกของเวียดนามดีที่สุด แต่มีปัญหาเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรง รวมถึงแนวโน้มที่ค่าเงินด่องของเวียดนามจะมีค่าลดลง
วันนี้ ... เราจะมาคุยกันต่อเกี่ยวกับตลาดหุ้นเวียดนาม และโอกาสที่อาจจะเป็นไปได้ของนักลงทุนไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
หนึ่ง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในเวียดนาม
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของเงินด่องที่ฝากในธนาคารพาณิชย์ของเวียดนามจะสูงถึง 8-10% ซึ่งถ้าฟังเช่นนี้แล้วก็น่าจะนำเงินไปแลกเป็นเงินด่องแล้วฝากไว้ที่เวียดนามมากกว่า เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยตอนนี้ประมาณ 2% นิดหน่อยเท่านั้นเอง
แต่อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แต่เงินเฟ้อของเวียดนามน่าจะตกลงปีละประมาณ 5% ยังไม่รวมการที่รัฐบาลเวียดนามออกมาประกาศลดค่าเงินด่องอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงถึง 10% นี้ หลังจากหักค่าเงินเฟ้อ ... หักการลดค่าเงินแล้ว ... ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นศูนย์หรือติดลบก็เป็นได้
ผมได้สอบถามเกี่ยวกับการฝากเงินเป็นสกุลอื่น เช่น ฝากเงินเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ หรือฝากเงินเป็นเงินบาทของไทย ซึ่งได้คำตอบว่าฝากได้เช่นกัน แต่อัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลงกว่ามาก ซึ่งน่าจะอยู่ระหว่าง 3-5% เท่านั้น เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วก็คงพอสรุปได้ว่า
... การที่คิดจะนำเงินไปฝากไว้ที่เวียดนามก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไรนัก
สอง ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของตลาดหุ้นเวียดนามเทียบกับตลาดอื่น
จากภาพด้านล่างเป็นภาพที่แสดงให้เห็นความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นเวียดนาม เทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค
แผนภูมิแสดง แกน Y คือ ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV)
และแกน X คือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE)
ในภาพจะเห็นได้ว่าเวียดนามมีค่าอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า 15% และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price/Book Value) ประมาณ 1.8 เท่าเท่านั้น ขณะที่ไทยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ต่ำกว่าเวียดนาม แต่มีค่า P/BV สูงกว่า 2 เท่าเสียอีก
ในมุมมองนี้หุ้นเวียดนามจึงน่าลงทุนกว่าหุ้นไทยมาก
สาม มุมมองหุ้นเวียดนามในปี 2558
จากรายงานวิจัยของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง เวียดนามคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามในปีนี้น่าจะบวกขึ้นประมาณ 20% กำไรต่อหุ้นจะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 13.3% อันเนื่องมาจากนโยบายภาครัฐที่จะพยายามลดหรือคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด
ความผันผวนของตลาดหุ้นจะมีค่อนข้างสูง อันเนื่องมาจากการที่มีเงินไหลเข้าออกในภูมิภาคในปริมาณสูง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักก็น่าจะมาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ที่ญี่ปุ่นและกลุ่มยูโรโซนกำลังทำกันอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
ในปีนี้จะมีการออกเครื่องมือทางการเงินออกมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ETFs REITs และอนุพันธ์ทางการเงินอีกมากมายก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดกลับมาคึกคัก
กลุ่มหุ้นที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐก็คือ กลุ่มก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้างที่สร้างงานทางด้านสาธารณูปโภค กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่ม Health Care และกลุ่มสถาบันการเงิน
สี่ ข้อจำกัดและข้อพึงระวังของนักลงทุนไทย
เพดานของนักลงทุนต่างชาติที่ตั้งไว้อยู่ที่ 49% ทุกวันนี้หุ้นดีๆ ของเวียดนามมักจะมีนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นกันจนเต็มเพดานไปหมดแล้ว ดังนั้นถ้าหากนักลงทุนไทยจะไปซื้อหุ้นก็น่าจะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ จ้องซื้อหน้าจอทุกวันจนกว่าจะมีคนเข้ามาปล่อยของ หรือยินยอมซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด (Premium Price)
ปริมาณการซื้อขายที่เบาบางก็เป็นอุปสรรคอีกข้อหนึ่ง ดังนั้นหากคุณผู้อ่านคิดจะซื้อหุ้นเวียดนามแล้ว อาจต้องคิดถึงเวลาขายด้วย เพราะปริมาณการซื้อขายนั้นเบาบางมาก
ตลาดหุ้นเวียดนามเต็มไปด้วยรายย่อย ตัวเลขประมาณการที่ออกมาพบว่า 85-90% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของตลาดหุ้นเวียดนามเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ชอบซื้อขายหุ้นในระยะสั้น และมักจะใช้มาร์จิ้น (กู้เงิน) ในการซื้อขายหุ้น ด้วยเหตุนี้ตลาดหุ้นเวียดนามจึงมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูงมาก
การซื้อขายหุ้นทั้งตลาดมักจะซื้อขายกันในหุ้นไม่กี่ตัว โดยพบว่าหุ้น 15 ตัวแรกที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 70% ของตลาดทีเดียว ที่เหลืออีก 30% กระจายออกไปในหุ้นหลายร้อยตัวที่มีปริมาณการซื้อขายเบาบางมาก
และทั้งหมดนี้คือภาพรวมของตลาดหุ้นเวียดนาม ผมเองมองว่าตลาดหุ้นแห่งนี้ยังมีโอกาสอีกมากมายให้นักลงทุนชาวไทยไปไขว่คว้า แต่สิ่งที่เรากำลังไปไขว่คว้านั้นก็ยังคงซ่อนความไม่แน่นอน ความผันผวนไว้อยู่มิน้อย ดังนั้นคุณผู้อ่านจึงพึงระลึกประโยคนี้ไว้ตลอดเวลาว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”
โชคดีนะครับ : )







