
เนื้อร้าย-ไทยแลนด์
ผมไปหาหมอ...หมอบอกว่าผมอาการหนัก หรืออาจเรียกว่าเป็นระยะสุดท้ายของความเจ็บป่วยตามจริงผมพอจะรู้ตัวเอง
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]
ผมไปหาหมอ...หมอบอกว่าผมอาการหนัก หรืออาจเรียกว่าเป็นระยะสุดท้ายของความเจ็บป่วยตามจริงผมพอจะรู้ตัวเองอยู่ก่อนหน้านี้แล้วว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติในตัวผมเป็นแน่แท้
หมอพลิกรายงานการตรวจร่างกายของผมอย่างละเอียด อ่านไปมาแทบทุกตัวอักษรมันเป็นรายงานผลตรวจร่างกายจากประเทศสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ทำตัวเป็นมหาอำนาจและตำรวจโลก ผลตรวจยืนยันว่าผมป่วยหนักระยะสุดท้าย ซ้ำร้ายมีหมายเหตุแนบท้ายรายงานบอกว่า รายชื่อผมอยู่ในบัญชีดำเรียบร้อยแล้ว
---
ในขณะที่ผมยืนหายใจแผ่วเบา อยู่บนดาดฟ้าของโรงพยาบาล ผมกลับรู้สึกหลอกตัวเองว่าแข็งแรงพอที่จะเดินมายืนบนยอดความสูงที่สุดของตึกโรงพยาบาลไหว แม้มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ผมรู้สึกลำพองใจไปเองโดยประหลาด ผมหลงตัวเองอยู่ใช่มั้ย?
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ ถ่ายหน้าตัวเอง เสมือนกำลังส่องกระจก เหมือนผมไม่เชื่อที่หมอบอก ผมไม่เชื่อรายงานผลตรวจจากสหรัฐอเมริกาอะไรนั่น ผมแอบคิดในใจด้วยซ้ำว่า มันเป็นรายงานผลการตรวจที่มีอคติและคงหวังประโยชน์อะไรจากตัวผมล่ะสิ หากผมต้องการรักษาอาการป่วยนี้
ไอ้ห่ากันเอ๊ย” มันหวังผลประโยชน์จากความเจ็บป่วยของผมแน่ๆ.... ผมสบถในใจ
ผมขอรายงานผลการตรวจจากสหรัฐอเมริกามาอ่าน บางคำผมไม่เข้าใจภาษาที่เขาวินิจฉัยมา บางคำยิ่งเหมือนรายงานที่ถูกก๊อบปี้มาวาง ไม่มีอะไรแตกต่างจากรายงานฉบับก่อนๆ ที่หมอส่งไปตรวจวินิจฉัยเลย ผมยังเคยสงสัยว่ามันนั่งเทียนเขียนหรือเปล่า หรือหมอที่ประเทศไทยส่งข้อมูลอะไรให้มันอ่านบ้าง การอ่านรายงานจากตัวอักษรสามารถวินิจฉัยตีความเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนั้นเลยหรือ
ผมเสียมารยาท แอบไปอ่านรายงานผู้ป่วยคนอื่นๆ ปรากฏว่าคนรอบกายผมก็มีสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก อาจเรียกว่าโคม่าเอาการเลยทีเดียว แต่ก็มีบางคนใกล้ตัวผมที่ถูกวินิจฉัยว่าอาการดีกว่าผมมาก ซึ่งทำให้ผมโกรธและคิดแค้นใจว่า ก็เพราะมึงนั่นแหละทำให้กูป่วยหนักแบบนี้ ดูเหมือนผมจะเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เบา แต่ก็อย่างว่าแหละผมมักคิดเข้าข้างและปลอบใจตัวเองเสมอว่าผมไม่ใช่ต้นเหตุแห่งโรคร้ายนี้
---
ผมสอดส่องดูอวัยวะทุกส่วนในร่างกายเหมือนกำลังหาว่าอวัยวะส่วนไหนเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วยนี้ หลายครั้งผมทำแกล้งลืมว่าตัวเองป่วยอยู่ คล้ายคนโกหกตัวเองและโกหกคนอื่นไปวันๆ ผมทั้งเหนื่อยและท้อต่อความเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายนี้ ผมไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกับมันเลย แม้กระทั่งเพื่อนรอบกายผม ผมอยากจะหนีไปให้พ้นๆแต่ก็ทำไม่ได้ บ่อยครั้งผมสบถด่าไอ้รายงานการตรวจร่างกายจากอเมริกา ที่มันตราหน้าว่าผมป่วยหนัก
ผมหัวเราะเยาะ และพยายามยิ้มทั้งน้ำตาบางทีผมแกล้งปิดตาข้างหนึ่ง พยายามมองไม่เห็นเนื้อร้ายที่มันเกิดขึ้นอยู่ในร่างกายผมทั้งๆ ที่ผมรู้อยู่แก่ใจ เรียกว่ารู้จักมันดีกว่าใครทั้งนั้นซะอีก
---
ในขณะผมหลับอยู่ที่ห้องไอซียู ด้วยอาการโคม่า เป็นตายเท่ากัน ผมหลับไปเหมือนคนไม่ได้สติ มันมีเรื่องราวแวบเข้ามาในหัวของผม ตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นความฝัน แต่มันดูคล้ายความจริงมาก
ในนั้น...ผมเดินออกไปที่ถนนหน้าโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ผมเดินเหม่อลอยเหมือนไม่สนใจใครบนโลกใบนี้ผมเดินผ่านเด็กขอทานคนหนึ่ง ทีแรกผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรเลย กระทั่งเดินพ้นไปอีกประมาณ 50 เมตร ผมก็เห็นเด็กขอทานอีกคนหนึ่งกำลังก้มกราบอยู่ ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามก็ยังมีเด็กขอทานนั่งอยู่เช่นกัน นี่แค่ในระยะไม่กี่เมตร ทำไมผมสามารถพบเจอเด็กขอทานได้มากขนาดนี้ในเมืองหลวง
ผมเก็บความสงสัยเดินผ่านร้านคาราโอเกะริมถนนซึ่งอยู่ถัดไป มีเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ส่งยิ้มเหงาๆ มาให้ผม ประเมินด้วยสายตาบ่งบอกได้ว่า เธออาจเป็นเด็กหญิงที่อายุไม่ถึงสิบแปดปี ทำไมเธอถึงมานั่งอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้ เธอซึมเศร้าเกินกว่าคำว่าสถานบันเทิงที่เธอทำงานอยู่ผมเก็บความสงสัยเดินก้มหน้าต่อไป กลิ่นฉุนจากโรงงานแปรรูปอาหารทะเลลอยมาเตะจมูก ผมพยายามหาที่มาของกลิ่นผมคิดว่ากลิ่นเหม็นนี้มันลอยโชยมาจากด้านในรั้วคอนกรีตสูงเท่าเสาไฟฟ้า แถมมีลวดหนามขึงอยู่ ผมสงสัยหนักเข้าไปอีกว่าทำไมโรงงานอุตสาหกรรมต้องล้อมรั้วสูงขนาดนี้ อย่างกับคุกคุมขังใครก็ไม่ปาน...หรือว่าเขากำลังขังใครอยู่ด้านในนะ? ผมแอบคิดในใจ
---
ผมเดินต่อมาเรื่อยๆ ในเส้นทางที่ผมคุ้นชิน จริงๆ แล้วถ้าไม่ใช่ความฝัน มันเหมือนความจริงเลยแหละ เพราะผมเดินผ่านสิ่งเหล่านี้ทุกวันโดยที่ผมไม่สนใจมันเลย นอกจากไม่สนใจ ยังทำเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง มองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ที่ผมผ่านและมองเห็นมันทุกวัน แกล้งมองไม่เห็นแบบเดียวกับที่ผมไม่มองเนื้อร้ายในร่างกายของผมเอง
ในขณะที่ผมกำลังสงสัยว่าเป็นความฝันหรือความจริง ผมตัดสินใจตะโกนเสียงดัง คล้ายคนเสียสติอยู่ข้างถนนว่า มีใครเห็นแบบที่ผมเห็นบ้างมั้ย หรือผมคิดและเห็นอยู่คนเดียว
...ทุกอย่างเงียบ ไม่มีเสียงตอบ เหมือนไม่มีใครได้ยิน
ผมรวบรวมความกล้าหาญ เดินตรงไปยังสิ่งที่ผมเพิ่งเดินผ่านมา
ผมถามเด็กขอทานว่าใครพาเขามา
เด็กได้แต่สั่นหัว และบอกให้ผมเดินไปก่อน เพราะมีคนเฝ้าดูเขาอยู่
ในขณะที่เด็กสาวหน้าร้านคาราโอเกะบอกผมด้วยท่าทีตื่นกลัวว่า พี่ช่วยหนูด้วยหนูอยากกลับบ้าน แต่พี่ต้องระวังตัวนะเจ้าของร้านนี้มันเส้นใหญ่
ผมตะโกนข้ามกำแพงโรงงาน มีคนร้องตะโกนกลับมาว่า ทำงานไม่เคยได้รับเงินเดือนเลย เขาหักค่าแรงส่งให้นายหมด!!!
ผมมึนงงกับความฝันที่คล้ายความจริงเสียเหลือเกิน
---
ผมสะดุ้งตื่น รีบคลำเนื้อร้ายที่อยู่ในร่างกายของผม คราวนี้ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าเหมือนในฝัน เบิกตากว้าง เพ่งมองเนื้อร้ายให้ชัดเจนขึ้น น่าแปลกใจที่เวลาผมเลิกปิดตาข้างเดียวและจ้องมองมันอย่างตั้งใจ เนื้อร้ายในร่างกายผม มันยิ่งเล็กลงๆผมยิ่งได้ใจใช้สองมือบีบมันให้แน่นขึ้นไปอีกเหมือนมันจะยอมแพ้ ยิ่งเล็กลงเรื่อยๆผมพบว่า เมื่อสายตาหลายคู่ ช่วยกันจ้องมองเนื้อร้ายนี้ และช่วยกันประสานมือบีบกดทับมันไว้ มันจะค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จนทำอะไรตัวผมไม่ได้ในที่สุด มันแทบไม่มีที่ยืนในร่างกายของผมอีกต่อไป
---
สติผมกลับคืนมา ทำให้รู้ว่า มันไม่ใช่ความฝันหรอก แต่มันคือความจริงผมอาจไม่เชื่อรายงานจากหมอฝรั่งทั้งหมดแต่ผมต้องรับฟังเพื่อเป็นแนวทางรักษาตัวเอง
ผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่ยอมปิดตาข้างเดียวอีกต่อไป
เด็กขอทาน หญิงสาวร้านคาราโอเกะแรงงานในโรงงาน ผมจะช่วยเขาออกมาเอง...
ลงชื่อ นายประเทศไทย
บันทึกไว้เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2558
วันต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งชาติ







