
วิษณุยันกต.ทำงานเต็มที่เรียกเชื่อมั่นไทยจากนานาชาติกลับคืน
วิษณุแถลงผลงานด้านต่างประเทศ ยืนกระทรวงการต่างประเทศทำงานเต็มที่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นไทยจากต่างชาติ
วิษณุแถลงผลงานด้านต่างประเทศ ยืนกระทรวงการต่างประเทศทำงานเต็มที่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นไทยจากต่างชาติ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลงานแทน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ซึ่งติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ว่า การดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ที่รัฐบาลคสช.เข้ามาบริหารประเทศ หลังวันที่ 22 พ.ค. 2557 ถือเป็นการพลิกโฉมการทำงานของกระทรวงต่างประเทศจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มาจากการรัฐประหาร จึงต้องเดินหน้าชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจว่า ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไทยสงบแล้ว หลังจากบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายมานาน ซึ่งต่างชาติสามารถมาท่องเที่ยวและลงทุนได้แล้ว
ส่วนโครงการต่างๆที่รัฐบาลชุดเดิมได้สัญญาเอาไว้ หากโครงการไหนดี รัฐบาลก็ดำเนินการต่อ แต่อะไรที่ไม่ชอบมาพากล รัฐบาลก็ได้ยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว โดย 8 เดือนที่ผ่านมา ถือว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการมากที่สุด คือเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นานาชาติ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคนไทยและประเทศไทย ที่จะทำให้คนไทยสามารถยืนบนที่ใดๆของโลกได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี
สำหรับการแก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจา รัฐบาลได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง และได้หาแนวทางให้ประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนในจัดการกับปัญหาร่วมกัน ขณะเดียวกันกระทรวงต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พร้อมทั้งฝากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ช่วยตรวจทานกฎหมายที่เกี่ยวกับ AEC หากมีเรื่องคุณสมบัติที่เกี่ยวสัญชาติไทย ก็ให้แก้ไขด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะมีผลการต่อบังคับใช้เมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า งานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และแม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีอำนาจมากแต่ได้กำชับให้ใช้อย่างเหมาะสมและไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยยึดหลักตามรัฐธรรมนูญและโรดแมป ซึ่งไม่ได้นำมาตรา 24 มาใช้เป็นหลักเพียงแต่จะใช้ในโอกาสจำเป็นและสร้างสรรค์เท่านั้น รวมถึงนำมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อาทิ การแก้กฎระเบียบ ส่วนการบริหารของรัฐบาล ใช้ในเรื่องการโยกย้าย โดยจะไม่ใช้ในทางตุลาการและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาล ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทาง แต่ในอนาคตไม่ทราบเพราะไม่รู้ใจหัวหน้าคสช.
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลได้เสนอกฎหมายที่สำคัญและเร่งด่วนหลายฉบับ รวมถึงกฎหมายที่ยากต่อการผลักดันหากเป็นรัฐบาลในสภาวะปกติ เพราะแม้จะมีความชอบธรรมแต่การออกกฎหมายนั้นล่าช้า เพราะถูกแทรกแซงด้วยปัจจัยทางการเมืองหลายอย่าง แต่ในรัฐบาลชุดนี้สามารถผลักดันได้รวดเร็ว โดยขณะนี้ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 71 ฉบับแล้ว และจะทยอยออกมาอีกเรื่อยๆ
ส่วนเรื่องการปฎิรูปกฎหมาย ขณะนี้ได้ผลักดันกฎหมายหลายฉบับ อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องกลุ่มในคดีแพ่ง ที่มีผู้เดือดร้อนเพียงคนเดียวมาฟ้องคดี ก็ให้มีผลครอบคลุมถึงบุคคลอื่นที่มีความเสียหายในลักษณะเดียวกัน กฎหมายในการฟ้องคดีแพ่งให้จบแค่ศาลอุทธรณ์ เพื่อให้คดีเกิดความรวดเร็ว ไม่ต้องไปจบที่ศาลฎีกา กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ เป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ให้ไม่ใช่เรื่องการขออนุญาตในการชุมนุมแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังจะจัดเตรียมประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด กว่า 10 ฉบับมารวมไว้ในฉบับเดียว นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้จัดทำคู่มือกฎหมายชาวบ้านเพื่อให้ความรู้ประชาชน เช่น ให้ความรู้กฎหมายแพ่ง มหาชน และอาญา เป็นต้น โดยจัดพิมพ์ให้มากกว่ารัฐธรรมนูญที่จะแจกชาวบ้าน รวมทั้งกระทรวงที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องกับ AEC ให้แปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพื่อใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสารแก่ประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ การลดความเหลื่อมล้ำจะมีการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว ราคาถูกและมีประสิทธิภาพ โดยจะมีกฎหมายออกมารองรับ เช่น ร่างพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ที่จะช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัวแก่ประชาชน หรือ พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยเพื่อลดจำนวนคดีที่ขึ้นต่อศาล
“เรื่องการปฏิรูปมีจำนวนมาก หากทำทั้งหมดจะต้องตั้งกระทรวงใหม่กว่า 10 กระทรวง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเลือกเรื่องที่ทำแล้วจะชนะใจประชาชน เช่น เรื่องการปรับประสิทธิภาพการทำงาน และหากทำสำเร็จจะตามด้วยเรื่องปฏิรูปโครงสร้าง และเรื่องกำลังคน ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินการ”นายวิษณุ กล่าว







