
"ทำดีต้องไม่หวั่นไหว" เสียงสะท้อนจากคนกู้ภัยหลังถูกเด็กแว้นข่มขู่
เมื่อรางวัลจากการทำงานจิตอาสาของ "อาสาสมัครกู้ภัย" คือถ้อยคำข่มขู่อาฆาต
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
"กูจำหน้าได้หมดทุกคน มึงเจอพวกกูแน่"
ถ้อยคำข่มขู่อาฆาตจากกรุ๊ปไลน์ของกลุ่มเด็กแว้นที่โกรธแค้น หลังการสกัดจับแก๊งรถจักรยานยนต์ซิ่งป่วนเมืองบนสะพานต่างระดับราชพฤกษ์ ภายใต้ภารกิจราชพฤกษ์โมเดล จนสามารถจับวัยรุ่นได้กว่า 395 คน และยึดรถของกลางได้หลายร้อยคัน เมื่อกลางดึกของวันที่ 30 พ.ค.
สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมเหิมเกริมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ถ้อยคำดังกล่าวมิได้พุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ผู้เป็นกำลังหลักในการจับกุม แต่กลับพุ่งเป้าไปยัง "เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย" คนตัวเล็กๆที่ให้การสนับสนุน คอยอำนวยความสะดวกอยู่เบื้องหลัง
เหตุการณ์นี้สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่อาสาสมัครกู้ภัย ต่างรู้สึกหดหู่ที่การทำงานหนักช่วยเหลือสังคมกลับได้รับคำข่มขู่คุกคามเป็นรางวัล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบั่นทอนกำลังใจคนทำงานเป็นอย่างยิ่ง
"เราเป็นอาสากู้ภัยเพื่อช่วยคนเจ็บ คนป่วย แต่บางครั้งเมื่อเขาขอกำลังมาเราก็ต้องพร้อมที่จะไป เอาจริงๆเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้ไปช่วยตั้งด่านตรวจความมั่นคง หรือปิดล้อมจับเด็กแว้น ไม่มีใครอยากไปหรอกครับ เพราะไม่อยากมีปัญหากับเด็กพวกนี้ ผมคิดว่ากลุ่มเด็กแว้น คงแค้นใจที่โดนจับ ไม่กล้าเล่นตำรวจ ทหาร เลยมาลงกับอาสาแทน ทั้งที่เขาไปช่วยปฐมพยาบาลเด็กแว้นที่บาดเจ็บจากการขับรถหนีด้วยซ้ำ"
นี่คือความในใจของอาสาสมัครกู้ภัยรายหนึ่งต่อเหตุการณ์ "ปิดกล่อง"ที่ถนนราชพฤกษ์
ขณะที่ จรูญ พัฒนะ หัวหน้าอาสาสมัครกู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง จุดตลาดพลู รหัสตลาดพลู 001 ซึ่งเข้าร่วมปฏิบัติการราชพฤกษ์โมเดล เล่าให้ฟังว่า คืนเกิดเหตุเขาและทีมงานอาสาสมัครกู้ภัยจำนวนกว่า 10 คน กำลังจอดรถเฝ้าระวังเหตุการณ์อยู่บนถนนวุฒากาศ ตอนนั้นเองสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจผ่านไปเป็นจำนวนมาก ไม่นานก็มีวิทยุแจ้งขอกำลังสนับสนุน โดยระบุว่ามีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องจากหนีการปิดล้อมจากเจ้าหน้าที่
ทันที่ที่ไปถึงพบว่ากลุ่มวัยรุ่นชายหญิงประมาณ 40 คน ต่างได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฟกช้ำ ถลอกปอกเปิกจากการชนกันเอง ชนคันอื่น กระโดดสะพานหนี อาสาสมัครกู้ภัยทั้งหมดจึงช่วยปฐมพยาบาล ก่อนนำส่งโรงพยาบาล จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอให้ช่วยขนรถจักรยานยนต์ของกลางขึ้นรถบรรทุกเอกชนที่ว่าจ้างมา จำนวน 3 คัน เพื่อนำไปเก็บไว้ตรงจุดรักษาของกลาง ภารกิจเสร็จสิ้นเพียงเท่านี้
"ผมยืนยันว่า ป่อเต็กตึ๊งไม่มีนโยบายช่วยตำรวจจับกุมเด็กแว้น เราแค่ให้กำลังสนับสนุนในการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ และยกรถของกลางขึ้นรถบรรทุกเท่านั้น ไม่ได้ไปร่วมสกัดจับใดๆทั้งสิ้น จริงๆแล้วเราไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายมาก"
หัวหน้าอาสาสมัครกู้ภัยป่อเต็กตึ๊งรายนี้ บอกว่า ทำงานมา 20 ปี ไม่เคยพบเห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยมีปัญหากระทบกระทั่ง ข่มขู่ หรือทำร้ายจากกลุ่มแก๊งซิ่งกวนเมืองแต่อย่างใด
"นี่เป็นครั้งแรกที่เราถูกข่มขู่จากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่มีทางที่เราจะกลัว หรือหยุดทำงาน เพราะยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่รอให้เราไปทำการช่วยเหลือ ตอนนี้ได้กำชับให้น้องๆอาสาสมัครทุกคนเวลาไปไหนให้ไปกันเป็นกลุ่ม เลิกงานก็ถอดเสื้อเก็บให้มิดชิด ระวังตัวไว้ เพราะยังไม่ไว้ใจ มาคันเดียวคงไม่มีอะไร แต่มากันเป็นกลุ่มอาจฮึกเหิม อยากโชว์ออฟ เราก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน ผมว่าต่างคนต่างอยู่กันดีกว่า เกิดมีปัญหาอะไรกันมันจะส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย ถ้าคุณทำเรา เวลาคุณเดือดร้อน ใครจะมาช่วยคุณ"
อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยผลัดกลางวัน มูลนิธิร่วมตัญญู เจ้าของรหัส "นคร 45" อธิบายว่า คนทำงานกู้ภัย เปรียบเหมือนผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พนักงาน หน้าที่หลักคือ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามท้องถนน เก็บศพ และอำนวยความสะดวกการจราจรทุกครั้งเวลาเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน
"ต้องเข้าใจว่าทุกคืนวันเสาร์พวกวัยรุ่นจะรวมตัวกันแข่งรถตามท้องถนนในพื้นที่ต่างๆ มีตั้งแต่สิบคันไปจนถึงกลุ่มใหญ่เป็นร้อยๆคัน ประเด็นก็คือ เหตุการณ์ปิดล้อมจับที่ถนนราชพฤกษ์ครั้งล่าสุดสามารถจับได้ถึง 395 คน กำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องวิทยุเรียกขอกำลังเสริมจากอาสาสมัครกู้ภัย"
ราชพฤษ์โมเดล ไม่ต่างจากงานกฐินที่ทุกฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องลงแรงผนึกกำลังกัน หลังกระทำการ "ปิดกล่อง" ต้อนกลุ่มเด็กแว้นทั้งหมดไปรวมกันแล้วจับกุม ทำให้เกิดช่วงชุลมุนวุ่นวาย ต่างหลบหนีกันจ้าละหวั่น บ้างชนกันเองจนกลิ้งเกลื่อนเต็มถนน บ้างทิ้งรถกระโดดสะพานหนีแข้งขาถลอกปอกเปิก เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน
อัญวุฒิ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่ได้มีหน้าที่ไปจับผู้ร้าย หรือกระทำการใดๆที่เกินกว่าเหตุ
"เด็กแว้นจะค่อนข้างกลัวเจ้าหน้าที่กู้ภัยด้วยซ้ำ อย่างเวลาเขาแข่งรถกัน พอมาเห็นไฟฉุกเฉินรถกู้ภัยจอดอยู่ใต้สะพาน ก็จะหลบเลี่ยงไปเลย เพราะรู้ว่าเราประสานงานกับตำรวจกันตลอดเวลา เช่น แจ้งข้อมูลเวลาขับรถลาดตระเวนแล้วเจอกลุ่มเด็กแว้นปิดถนนแข่ง เราทำได้แค่นี้ เหตุการณ์ที่ราชพฤกษ์ ถ้าเป็นคนปกติดีก็จะเข้าใจว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย แค่ไปช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาอาจโกรธหมั่นไส้ เลยมองว่ากู้ภัยมายุ่งอะไรด้วย"
อย่างไรก็ตาม ทั้งอัญวุฒิและจรูญ เชื่อว่าถ้อยคำข่มขู่เป็นเพียงแค่การพูดด้วยความคึกคะนองเท่านั้น
"ผมขอตอบแทนคนทำงานกู้ภัยทุกคนว่า พวกเรามีจิตใจอาสาที่จะมาช่วยเหลือสังคม ไม่เคยเลือกปฏิบัติว่าคุณจะรวยจะจน เป็นคนดี หรือเป็นโจรผู้ร้าย พอเห็นข้อความแบบนี้ก็รู้สึกหดหู่ใจ มนุษย์ที่มีสติดีๆจะไม่คิดร้ายกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยเลย เพราะเรามีแต่ช่วย ขณะเดียวกัน พวกเราคนกู้ภัยก็ให้กำลังใจกันเอง เตือนสติกันว่าอย่าประมาท เพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่คิดที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่แน่นอน การทำความดีของเราไม่มีสิ่งใดที่จะมาหวั่นไหวได้ครับ"
ทั้งหมดนี้คือเสียงสะท้อนจากคนทำงานกู้ภัย ในวันที่บำเหน็จรางวัลจากการทำงานหนักกลับกลายเป็นถ้อยคำข่มขู่อาฆาต







