
ปมฉาวมหาดไทยสะท้อนชัดภท.ขี่คอปชป.
กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกุมบังเหียนของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเป้าที่ถูกโจมตีว่าเป็นกระทรวงที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุด
กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกุมบังเหียนของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเป้าที่ถูกโจมตีว่าเป็นกระทรวงที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุด
โดย...ทีมข่าวการเมือง
อาจจะกล่าวได้ว่าภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกุมบังเหียนของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเป้าที่ถูกหลายฝ่ายโจมตีจนเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล ว่าเป็นกระทรวงที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุด
เพราะตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยภายใต้การทำงานของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” หรือปู่จิ้น รมว.มหาดไทย และภายใต้การกำกับของคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทยที่มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นผู้ดูแลอีกชั้นหนึ่ง ได้มีการตั้งคำถามและมีข้อร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลในโครงการต่างๆ ที่ส่อไปในทางทุจริตจำนวนมาก
เริ่มจากเรื่องร้อนในขณะนี้ ประเด็นเรื่องการจัดทำบัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด ที่ขณะนี้ไม่สามารถบริการให้ประชาชนได้ ทั้งที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ส่งมอบบัตรสมาร์ตการ์ดจำนวน 6 แสนใบ เพื่อให้กรมการปกครองพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ปรากฏว่ากรมการปกครองได้ตรวจสอบและพิจารณาแล้วมีความเห็นบัตรดังกล่าวไม่ตรงตามสเปก อาทิ รูปแบบบัตรนั้นมีเส้นสีแดง (Microtext) พาดผ่านตำแหน่งพิมพ์รูปภาพด้านหน้าบัตร ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะของแบบบัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ท้ายกฎกระทรวงฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2542) และเรียกร้องว่าควรมีการจัดทำบัตรสมาร์ตการ์ดล็อตใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดย “วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์” ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะเจ้าพนักงานออกแบบบัตรในสมัยนั้นว่า แท้ที่จริงแล้วบัตรประชาชนไม่ได้ผิดสเปกของกฎกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับได้รับการออกแบบที่ป้องกัน|การปลอมแปลงอย่างเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเส้นสีแดงที่พาดผ่านบนรูปนั้น หากมีการลบภาพออกและสวมรูปคนอื่นแทนจะรู้ว่าเป็นบัตรปลอมทันที
แต่เหตุที่มีการอ้างว่าบัตรผิดสเปก เพราะมีกลุ่มผู้ต้องการหาประโยชน์จากการล้มโครงการนี้ เพื่อจัดทำบัตรล็อตใหม่ที่มีมูลค่าโครงการเกือบพันล้านบาท และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่เรื่องนี้ไม่มีการแก้ไขตั้งแต่แรก เพราะคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทยดองเรื่องไว้กว่า 3-4 เดือน จนทำให้ประชาชนที่ไปทำบัตรตอนนี้ได้บัตรเหลืองแทนที่จะได้สมาร์ตการ์ด
ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา “อภิสิทธิ์” ได้สั่งให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงไอซีที และคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้ามาแก้ไขในเรื่องนี้ โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในเรื่องดังกล่าวและให้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาอย่างไร กระทรวงมหาดไทยจะรับมอบได้หรือไม่ ซึ่งหากได้ข้อสรุปและนายกรัฐมนตรีสั่งการอย่างไร กระทรวงมหาดไทยก็พร้อมที่จะดำเนินการตามนั้น ต้องติดตามหากกฤษฎีกาตีความว่าการออกแบบบัตรสมาร์ตการ์ดทั้ง 6 แสนใบถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะยอมทำตามหรือไม่ หรือจะดึงดันให้มีการออกบัตรล็อตใหม่ต่อไป
เรื่องต่อมาคือ โครงการเช่าคอมพิวเตอร์งานทะเบียนของกรมการปกครอง วงเงิน 3,490ล้านบาท ที่ตอนนี้ “ชวรัตน์” ได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าเป็นโครงการที่โปร่งใส เพราะทั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้งขึ้นโดยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เห็นตรงกันว่า การประกวดราคาไม่เป็นไปตามกรอบการทำงาน (ทีโออาร์) เพราะมีการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนเพียงรายเดียว และเห็นว่าควรจะมีการประกวดราคาใหม่ให้ถูกต้อง
จนแล้วจนรอดก็ไม่มีผู้มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทยฟังเสียงทักท้วงนี้แต่อย่างใด กลับเดินหน้าโครงการต่อไปให้ถึงที่สุด โดยให้ “มงคล สุระสัจจะ” อธิบดีกรมการปกครอง ได้ส่งเรื่องไปที่สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพื่อขออนุมัติงบประมาณผูกพันรายปี กลายเป็นเผือกร้อนที่สำนักงบประมาณกำลังคิดว่าจะหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร เพราะคงไม่สามารถอนุมัติงบประมาณท่ามกลางการทักท้วงจากหน่วยงานต่างๆ แบบนี้ได้
หรือแม้แต่เรื่องการไปดูงานของ รมว.มหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 23 คน ที่ประเทศสเปน เมื่อช่วงวันที่ 14-21 มิ.ย.|ที่ผ่านมา ตาม “โครงการพัฒนาวิสัยทัศน์และสมรรถนะผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ในการบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553” ที่ว่ากันว่าเป็นการเอาใจผู้ว่าราชการจังหวัดและนายก อบจ. ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง และโครงการดังกล่าวยังถูก “อภิสิทธิ์” ได้ท้วงติงในที่ประชุม ครม. โดยที่ “ชวรัตน์” ได้เหินฟ้าไปแล้ว ว่าควรต้องมีการทบทวนดังกล่าวหรือไม่ ก็ควรเปลี่ยนไปดูงานในประเทศไทยแทน
แต่ในที่สุด “ชวรัตน์” ก็แสดงอาการเพียงแค่ได้ยินแต่ไม่รับฟัง และยืนยันว่าต้องเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป เพราะเสียค่าใช้จ่ายๆ ต่างไปแล้ว จนทำให้เสียงเตือนของ “มาร์ค” หายไปในอากาศอีกครั้ง เพราะล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะของนายก อบจ. 25 จังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 2 ได้บินไปดูงานที่แดนกระทิงดุแล้ว
มิหนำซ้ำยังมีโปรแกรมที่จะให้ผู้ว่าฯ และนายก อบจ. ไปประชุมเจรจาหารือข้อราชการด้านการส่งเสริมการเกษตรและผลผลิตทางการเกษตรที่ประเทศจีน และไปศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นและเกาหลีอีกด้วย สะท้อนว่าคำทักท้วงของนายกฯ ไม่มีความหมายให้พรรคภูมิใจต้องรับฟังแต่อย่างใด
รวมถึงกรณีอื่นๆ อีกหลายประเด็นที่ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ “ชวรัตน์” เมื่อปลายเดือน พ.ค. ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มใบอนุญาตการเปิดร้านค้าอาวุธปืนจำนวน 113 ร้านค้า โดยแต่ละร้านจะต้องเสียเงิน 4.5 ล้านบาท เพื่อขอโควตาเปิดร้านดังกล่าว ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อเอา 4.5 ล้านคูณกับ 113 แล้ว ผลประโยชน์มหาศาลจะตกอยู่ที่ใครบ้าง
อีกทั้งเรื่องการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ที่ผลสอบออกมาอย่างหน้าตกใจว่า มีคนในจ.บุรีรัมย์ สอบเข้าได้ถึง 17 คน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีข่าวคราวการซื้อขายตำแหน่งตามเกรดจังหวัดของพื้นที่ตามสูตร “8-10-15” ล้านบาท และหากเป็นตำแหน่งอธิบดีบางเก้าอี้สูงถึง 300-400 ล้านบาท
เรื่องราวเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่กระจ่างชัดจากกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่สุด คือ “ชวรัตน์” ได้รับคะแนนเสียงน้อยรองบ๊วยด้วยคะแนน 236 เสียง เพราะ สส.พรรคเพื่อแผ่นดินหลายคนโหวตสวน แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เลือกที่อุ้ม “ชวรัตน์” เอาไว้ และได้ขับกลุ่ม สส.งูเห่า ออกไป
ที่สำคัญ ภายในเร็วๆ นี้ต้องจับตาช่วงการโยกย้ายข้าราชการเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ที่เป็นที่คาดกันว่า พรรคภูมิใจไทยจะต้องผลักดันคนของตัวเองไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆ เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง และคงมีการร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรมในการโยกย้ายข้าราชการตามมาแน่นอน แต่ทั้งหมดนี้แน่นอนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์” คงไม่สามารถทำอะไรพรรคภูมิใจไทยได้
ต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นหัวใจและจุดแข็งสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะเป็นจุดอ่อนในการทำงานของรัฐบาลก็ตามที เพราะหากขาดพรรคภูมิใจไทยรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์คงอยู่ในภาวะที่ถูกพรรคภูมิใจไทย “ขี่คอ” แบบนี้ต่อไป







