
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (14)
ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษอีกท่านหนึ่ง
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษอีกท่านหนึ่ง คือ นพ.จอห์น ดันวูดีย์ (Dr.John Dunwoody) สส.สังกัดพรรคแรงงาน ช่วง พ.ศ. 2509-2513
ก่อนเข้าร่วมรณรงค์เพื่อปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง นพ.ดันวูดีย์ เป็นแพทย์เวชปฏิบัติ (General Practitioner หรือ GP) มีประสบการณ์ตรงกับปัญหาการทำแท้ง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการทำแท้งผิดกฎหมาย และจำนวนมากที่มีปัญหาแทรกซ้อน เพราะมีหญิงจำนวนมากประสบปัญหา “การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์” (Unwanted Pregnancy) และจบลงด้วยการไปทำแท้งเถื่อน เมื่อ นพ.ดันวูดีย์เป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ในกรุงลอนดอน พบว่าตึกคนไข้นรีเวชที่โรงพยาบาลเซนต์ สตีเฟน จะมีการให้คนไข้กลับบ้านแทบหมดจนเตียงว่างแทบทั้งวอร์ด เพื่อรองรับคนไข้ที่ไปทำแท้งแล้วมีปัญหาตลอดช่วงสุดสัปดาห์
การทำแท้งเถื่อนสร้างปัญหาสุขภาพแก่หญิงมากมาย นพ.ดันวูดีย์ เห็นว่า แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมด้วย จึงเห็นว่าหญิงควรมีสิทธิที่จะเลือกทำแท้งได้ในขอบเขตที่กว้างขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะกรณีที่ชัดเจนอย่างถูกข่มขืน โดยเฉพาะกรณีที่มีการคุมกำเนิดแล้วล้มเหลว ย่อมไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประณามหญิงที่ตัดสินใจทำแท้ง
นพ.ดันวูดีย์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เมื่อ พ.ศ. 2509 ในสังกัดพรรคแรงงาน ปีนั้นพรรคแรงงานได้รับเลือกตั้งเข้ามามาก และกฎหมายที่ก้าวหน้าหลายฉบับได้ผ่านสภาในสมัยนั้น เช่น กฎหมายสมรส กฎหมายรักร่วมเพศ รวมทั้งกฎหมายทำแท้ง มีการเคลื่อนไหวในวงการต่างๆ หลายวงการเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง เสียงส่วนใหญ่ในสภารวมทั้งในรัฐบาลให้การสนับสนุนการปฏิรูป ร่างกฎหมายนี้ได้รับการสนับสนุนและต่อต้านจากทุกพรรค แต่เพราะทางฟากรัฐบาลเตรียมการให้เวลาในการพิจารณาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญทำให้กฎหมายผ่านสภาไปได้
นพ.ดันวูดีย์ เป็นแพทย์คนเดียวในสภาของพรรคแรงงานที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ ร่วมกับ นพ.วินสแตนลีย์ (Winstanley) ซึ่งสังกัดพรรคเสรีนิยม ทั้งคู่ทำงานใกล้ชิดและรับข้อมูลจากฝ่ายรณรงค์สนับสนุนการปฏิรูป โดยทำหน้าที่ทั้งในฐานะแพทย์และ สส. นพ.ดันวูดีย์มีโอกาสลงพื้นที่พาเดวิด สตีล ไปที่โรงพยาบาลเชลซี ไปดูแพทย์ทำแท้งด้วยตาตนเอง เพื่อว่าหากมีใครวิจารณ์ว่า “คุณไม่รู้หรอกว่าคุณกำลังทำอะไร เพราะคุณไม่เคยเห็น” เดวิด สตีล ก็จะสามารถตอบได้ว่า “ผมเคยเห็นแล้ว”
ทัศนะของแพทย์ส่วนใหญ่ในขณะนั้นสนับสนุนการปฏิรูป แน่นอนไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด แพทย์ส่วนใหญ่เห็นด้วยเพราะกฎหมายที่มีอยู่เดิมจำกัดสิทธิมากเกินไป (very draconian) แพทย์บางคนถูกจับเข้าคุกเพราะทำแท้งผิดกฎหมาย จึงไม่มีเสียงค้านรุนแรงจากประชาคมแพทย์ แต่ขณะเดียวกันก็มีแพทย์จำนวนน้อยแสดงตัวต่อสาธารณะว่าสนับสนุนการปฏิรูป
กลุ่มที่คัดค้านรวมตัวกันอยู่ตามโบสถ์คาทอลิก ในเขตเลือกตั้งของ นพ.ดันวูดีย์ทางโบสถ์เชิญเขาไปช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้ไปดื่มเหล้าเชอร์รี่ด้วยกัน แล้วบอกว่าผิดหวังที่ไปสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง และถ้าไม่หยุดท่านจะชักชวนชาวบ้านมิให้ลงคะแนนให้ในการเลือกตั้งสมัยต่อไป ไม่ทราบเป็นผลจากการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ในการเลือกตั้งสมัยต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2513 เขาก็สอบตก เพราะในเขตเลือกตั้งนั้นเกือบทั้งหมดเป็นพวกเมโธดิสต์
การอภิปรายในสภามีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านตามคาด โดย สส.แต่ละคนต่างอภิปรายจากจุดยืนของตนเอง และส่วนมากก็ไม่สามารถโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการจะแตกต่างออกไป เพราะจะมีการพูดถึงรายละเอียด เช่น ประเด็นว่าใครจะเป็นผู้ลงความเห็นรับรองให้ทำแท้งได้ขณะตั้งครรภ์ได้นานเท่าไร อนุญาตให้ทำได้ที่ไหน เป็นต้น มีการต่อรองกันในหลายเรื่อง ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมเรื่องนี้จะต้องให้อีกฝ่ายยอมเรื่องนั้น เช่น กฎหมายจะไม่บังคับใช้ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก
นพ.ดันวูดีย์ เป็น สส.เพียงสมัยเดียว และเห็นว่าการร่วมผลักดันกฎหมายนี้เป็นผลงานที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจที่สุด กฎหมายที่ออกมาถือว่าดีและใช้การได้ดี เมื่อกลับไปเป็นแพทย์เวชปฏิบัติก็พบว่ากฎหมายก่อผลดีมากมาย ในท้องที่ที่ไม่มีปัญหาขัดแย้งมาก หญิงที่ต้องการทำแท้งสามารถไปรับบริการได้ตั้งแต่ยังท้องอ่อนๆ ซึ่งย่อมเป็นผลดี เพราะทำได้ง่ายและปลอดภัย ยิ่งเมื่อมีการพัฒนาทางการแพทย์ให้สามารถทำแท้งได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนก็ยิ่งได้ประโยชน์จากกฎหมายมากยิ่งขึ้น
จากประสบการณ์ตรงของ นพ.ดันวูดีย์ เมื่อมีคนไข้ไปพบและขอทำแท้ง นพ.ดันวูดีย์ได้ใช้ดุลพินิจพิจารณา ปรากฏว่าทุกรายที่พิจารณาให้ทำได้ แล้วส่งไปสถานบริการรับทำแท้งถูกกฎหมาย ไม่เคยมีรายใดที่ถูกปฏิเสธเลย
แน่นอนว่า แม้การทำแท้งถูกกฎหมายจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีหญิงที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายปีละเกือบ 2 แสนรายในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีคนที่ต่อต้าน คัดค้าน ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นการรณรงค์สร้างความเข้าใจในสังคมทุกระดับเพื่อรักษากฎหมายนี้ไว้ ก็ยังต้องกระทำต่อเนื่อง
ต่อมา เมื่อกฎหมายเรื่องวางแผนครอบครัวออกตามมา หญิงอังกฤษจึงมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ในอดีตก่อนปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง นพ.ดันวูดีย์พบว่ามีหญิงจำนวนมากที่ตั้งครรภ์ ถูกส่งเข้าไปในเนิร์สซิ่งโฮมเพื่อให้อุ้มท้องจนคลอดลูก และในที่สุดก็ถูกบีบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ยกลูกไปเป็นลูกบุญธรรมของคนอื่น สภาพสังคมที่โหดร้ายเช่นนั้นกลายเป็นอดีตไปแล้วด้วยผลจากการปฏิรูปกฎหมายนี้
ปัจจุบันในอังกฤษมีแพทย์หญิงเพิ่มขึ้น และผู้หญิงได้รับความเห็นใจในเรื่องนี้มากขึ้น ในฐานะที่เป็นแพทย์และได้ดูแลรักษาคนไข้มามากมาย นพ.ดันวูดีย์เชื่อว่ากฎหมายนี้คือกฎหมายที่คนไข้ต้องการอย่างแท้จริง







