
อาเซียนหมดกระสุน ไขก๊อก2ใช้คลังกระตุ้นศก.
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เศรษฐกิจของ 5 ชาติสมาชิกอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ยังคงอยู่ในภาวะกระตุ้นไม่ขึ้น แม้ภาครัฐจะได้พยายามดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินหลายครั้งก็ตาม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก ทำให้อาเซียนอ่อนไหวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีมูลค่าจีดีพีมากที่สุดในอาเซียน มีอัตราการเติบโตชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า -0.18% เช่นเดียวกับไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะส่งออกที่ชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจโลก
ส่วนฟิลิปปินส์มีอัตราการขยายตัวของจีดีพีเพียง 0.3% เท่านั้นจากไตรมาสก่อน ทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวอยู่ที่ 5.2% เท่านั้นระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งถือว่าเติบโตช้าที่สุดในรอบ 3 ปี
ขณะที่สิงคโปร์ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ผลผลิตอุตสาหกรรมเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หดตัวลงถึง 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
นอกจากนี้ อาเซียนยังมีความหวังน้อยมากที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคยังคงมีสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
กรณีดังกล่าวจึงกำลังจะกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลของ 5 ประเทศ ต้องออกนโยบายทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทนนโยบายการเงินอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบผ่านนโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลัง
การกระตุ้นผ่านนโยบายทางการเงินเป็นการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้การขอสินเชื่อทำได้ง่ายขึ้น เป็นการเติมเม็ดเงินเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ จุดระเบิดให้สภาพเศรษฐกิจที่กำลังซบเซากลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง โดยที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายทางการเงินจะไปกระตุ้นการก่อหนี้สินของภาคเอกชนและครัวเรือนจึงนับว่าสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงอยู่แล้ว
ขณะที่การใช้นโยบายทางการคลังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนนำเม็ดเงินในคลังไปใช้จ่าย เช่น การจ้างบริษัทขนาดใหญ่ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่จะนำเม็ดเงินนั้นไปสร้างบริษัทขนาดเล็กในการเข้ามาดำเนินการต่อไป กลายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในองค์รวม
ถึงแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางการคลังจะส่งผลกระทบต่อระดับหนี้ครัวเรือนน้อย แต่ในหลายกรณีที่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มผ่านการออกพันธบัตร ซึ่งจะไปพอกพูนในส่วนของหนี้สาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาลแทน
ทั้งนี้ หากพิจารณาบริบททางเศรษฐกิจของ 5 ประเทศ เอเชียในปัจจุบันจะพบว่า การใช้นโยบายทางการเงินอย่างต่อเนื่องและยาวนานไปแล้วก่อนหน้านี้ ได้ส่งผลให้เกิดภาวะภาคเอกชนและภาคครัวเรือนแบกรับหนี้สินจำนวนมากใกล้เต็มขีดจำกัด ซึ่งส่งผลให้ใช้นโยบายทางการเงินครั้งต่อไปได้ผลน้อยลง
นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะทุนไหลออก หากสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นของอาเซียนเกิดความผันผวนจากภาวะดังกล่าว
ในทางกลับกัน หากพิจารณาจากระดับหนี้สาธารณะแล้วจะพบว่า ในความเป็นจริงชาติสมาชิกอาเซียนยังมีสัดส่วนหนี้สาธารณะในระดับต่ำ โดยรัฐบาลไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 45.7% ต่อจีดีพี ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 54.8% 26.11% และ 45.4% จีดีพีเท่านั้น
พูดให้ชัดเจนคือรัฐบาลอาเซียนยังเหลือที่ว่างในการทำนโยบายทางการคลังอีกมาก จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีโอกาสได้เห็นการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากอาเซียนตัดสินใจใช้นโยบายการคลังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ จะมีความท้าทายอีกหลายประการที่อาเซียนต้องพิจารณา
ในกรณีมาเลเซีย ภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างหนักส่งผลต่อรายได้ของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งรวมถึงภาษีที่รัฐบาลจะเก็บได้ในปีนี้อีกด้วย แน่นอนว่ารัฐบาลมีศักยภาพในการใช้นโยบายทางการคลังได้ แต่ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันถูกเช่นนี้ย่อมหมายความว่ารัฐบาลจะหาเงินมาชดเชยส่วนที่ใช้ไปได้อย่างยากเย็นยิ่งขึ้น
ส่วนในฟิลิปปินส์นั้น โครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลแทบจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพัวพันกับการทุจริตได้ ซึ่งทำให้เงินจากการลงทุนไม่สามารถลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจแดนตากาล็อกชะลอตัวมากที่สุดรอบ 3 ปีนี้ นอกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวแล้ว อีกส่วนก็เป็นเพราะการใช้จ่ายของรัฐบาลสะดุดตัวจากการทุจริต โดยสัดส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลกรุงมะลินา เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมาปรับตัวลดลงถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
รายงานของธนาคารออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ ระบุว่า จนถึงขณะนี้ก็เริ่มเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังในอาเซียนล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลักๆ การใช้จ่าย ของรัฐบาลไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลกระทบของการทุจริต
ขณะเดียวกัน ในอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จในการใช้จังหวะน้ำมันราคาถูกปรับลดมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาล ซึ่งสามารถช่วยประหยัดการใช้จ่ายของรัฐบาลได้จำนวนมหาศาล ทว่านับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา การใช้จ่ายของรัฐบาลยังอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 4% ของงบประมาณประจำปีที่ตั้งไว้ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความล่าช้าของระบบราชการ ซึ่งยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังที่ไม่สามารถแก้ไขได้
ด้าน เฟรเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐกิจจากธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า อาเซียนกำลังหมดกระสุนนโยบายทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เห็นว่าขณะนี้การคลังจะพยายามเข้ามารับช่วงต่อในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ แต่ก็ยังไม่เห็นเอเชียเคลื่อนไหว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ถือว่าเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอาเซียน โดยตามการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เศรษฐกิจของทั้ง 5 ประเทศ มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 90% ของเศรษฐกิจทั้งอาเซียน







