
สรรค์สร้าง ‘ความหลากหลาย’ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ในบทความที่แล้ว ผมได้เขียนถึง “ความหลากหลายในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์” (Economics of Diversity) ว่า ความหลากหลายสามารถส่งผลได้ทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะมีวิธีการบริหารจัดการความหลากหลายนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีระดับของความหลากหลายทางประชากรค่อนข้างสูง โดยจากจำนวน 180 ประเทศ ไทยอยู่อันดับที่ 52 ในด้านความหลากหลายในด้านเชื้อชาติและสัญชาติ อยู่อันดับที่ 45 ในด้านความหลากหลายทางด้านภาษา (ติดตามอ่านย้อนหลังได้ที่ http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2015/05/economics-of-diversity_25.html)
การจัดการความหลากหลาย (Diversity Management) เป็นแนวคิดของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรสมัยใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงจุดเด่นจากความหลากหลายของกำลังแรงงานมาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร ที่ผ่านมามีองค์กรระดับโลกจำนวนมากที่ถูกใช้เป็นกรณีศึกษา ในฐานะองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการจัดการกับความหลากหลายนี้ เช่น IBM, KPMG, Microsoft, Ericsson, Google, Shell เป็นต้น บริษัทเหล่านี้จำนวนมากปรับโครงสร้างโดยใช้ประโยชน์จาก “ความหลากหลายให้เป็นผู้ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของธุรกิจ” โดยเฉพาะการขยายกิจการในต่างประเทศและการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
อย่างไรก็ดี ในการใช้ความหลากหลายเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสังคมและระดับประเทศนั้น มีความยากลำบากและซับซ้อนมาก มีปัญหาที่เป็นอุปสรรค
หลักๆ ที่ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ และเราจะสามารถใช้ความหลากหลายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร
ปัญหาประการแรก โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันยังเป็นโครงสร้างแบบเดิมๆ คือ เน้นพึ่งพาการผลิตในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่เน้นใช้ปัจจัยแรงงานราคาถูก ขณะที่การใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังมีระดับต่ำมาก ดังนั้นการเพิ่มกำลังแรงงานที่มีความหลากหลายจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการผสมผสาน และสร้างโอกาสต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ
ปัญหาประการที่สอง สืบเนื่องจากปัญหาแรก ด้วยเหตุที่ไทยพึ่งการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมน้อย จึงกลายเป็นเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายของสาขาต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยงานศึกษาของ Forbes Insights (2012) ชื่อว่า Global Diversity Rankings by Country, Sector, and Occupation พบว่า ไทยมีค่าดัชนีความหลากหลายของสาขาอยู่ในอันดับ 49 (จากกลุ่มตัวอย่าง 50 ประเทศ) ทั้งนี้ภาคบริการเป็นสาขาที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยน้อยมาก เพราะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำและอยู่ที่ 50% ของรายได้ประชาชาติมาเป็นเวลานาน
Forbes Insights ได้วิเคราะห์ระดับความหลากหลายในรายสาขา พบว่า สาขาที่มีความหลากหลายของกำลังแรงงานล้วนเป็นสาขาภาคบริการทั้งสิ้น ทั้ง 1.สาขาบริการสุขภาพ 2.โรงแรมและร้านอาหาร 3.การศึกษา และ 4.การบริการทางธุรกิจ การส่งเสริมความหลากหลายในสาขาเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคบริการ และสร้างโอกาสให้ภาคบริการได้กลายเป็นสาขาที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต นอกจากนี้การเพิ่มความหลากหลายของสาขายังช่วยทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ
ปัญหาประการที่สาม ได้แก่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น การศึกษาและสาธารณสุข ความหลากหลายสามารถถูกใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้หลายกรณี เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนชนบทที่ขาดแคลนครู รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เพื่อยกระดับมาสู่การสร้างนวัตกรรมท้องถิ่น
ปัญหาประการที่สี่ คือ คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษาที่ปัจจุบันยังมีความหลากหลายไม่มากเท่าที่ควร โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับทักษะที่หลากหลาย มากกว่าทักษะเฉพาะด้าน การใส่ความหลากหลาย (ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และศาสตร์ใหม่) ในหลักสูตรการศึกษาจึงมีความสำคัญเพื่อให้เกิดการบูรณาการในศาสตร์ต่างๆ ให้มากขึ้น
นอกจากจะใช้ประโยชน์จากความหลากหลายให้มากที่สุดแล้ว ยังจำเป็นต้องพยายามลดต้นทุนที่จะเกิดจากความหลากหลายด้วย แนวทางที่สำคัญที่สุดก็คือ “การเปิดใจ (Open-Minded)” “การให้โอกาสแก่กลุ่มที่ด้อยโอกาสหรือผู้ที่เห็นขัดแย้ง (Opportunity)” และ “การสร้างความเท่าเทียมและเป็นเจ้าของร่วมกัน (Ownership)” เพื่อลดโอกาสการกีดกันและการแบ่งแยกของกลุ่มบุคคลที่หลากหลายเหล่านั้น
ที่ผ่านมา ไทยมีการพัฒนารูปแบบการจ้างงานที่สนับสนุนให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การออกกฎหมายเพื่อให้สิทธิและความเท่าเทียมกัน จนถึงการให้โอกาสที่เท่าเทียมกับในการทำงาน แต่ทว่า ข้อกำหนดดังกล่าวยังไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการสรรค์สร้างความหลากหลายในองค์กรมากเท่าที่ควร ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นเป็นภาพ กำหนดให้มีบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านของยีราฟ การออกกฎหมายเพื่อให้เกิดการสิทธิและความเท่าเทียมกัน เปรียบเสมือนกับการที่หัวหน้าของบ้านยีราฟ เปิดประตูต้อนรับให้สัตว์ตัวอื่นๆ เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายีราฟตัวอื่่นๆ จะยินยอมเหมือนกัน
ดังนั้น การให้โอกาสที่เท่าเทียมในการทำงาน จึงเป็นการพัฒนาขั้นหนึ่ง โดยการที่ยีราฟตัวอื่นๆ ในบ้านยอมรับให้สัตว์ตัวอื่นๆ เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ แต่การยอมรับดังกล่าวก็ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ตัวอื่นๆ เหล่านั้นจะมีความสุขในการอยู่ร่วมกับยีราฟ ถ้าบ้านหลังนี้ปราศจากการปรับเปลี่ยนบรรยากาศ ที่จะเอื้อไปสู่สังคม (สัตว์) ที่หลากหลายดังนั้นการจัดการความหลากหลายก็คือ การทำบ้านหลังนี้ให้พร้อมกับสัตว์หลากหลายชนิดให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุขนั่นเอง







