
เข็นลงทุนขนาดใหญ่ ดัน ศก.ก่อนหมดแรง
แม้ว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว หากจะเดินหน้าต่อไปได้ต้องเร่งเบิกจ่ายภาครัฐโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งเดินหน้าออกมาให้เป็นรูปธรรมให้ได้ ไม่ใช่มีแต่โครงการบนกระดาษ แต่การลงทุนเริ่มก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่แสนสาหัสของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เศรษฐกิจไทยช่วงนี้ ไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีแต่แผนและภาพที่สวยหรูของวงเงินลงทุนก้อนโตได้อีกต่อไป เพราะตัวเลขเศรษฐกิจรอบ 4-5 เดือนของปี ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแต่ยังอ่อนแอและพร้อมจะดิ่งหัวลงได้ทุกเมื่อ เพราะการส่งออกของไทยขยายตัวได้น้อยหรืออาจขยายตัวไม่ได้เลย การลงทุนเอกชนยังไม่ขยับเพราะไม่เห็นการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐเดินหน้า การบริโภคแม้ว่าจะฟื้น แต่ก็ยังมาแบบกล้าๆ กลัวๆ คนยังไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ดังนั้น การที่เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวได้ระดับ 3% ก็มาจากการใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวที่เข้ามาช่วย แต่ก็เป็นเพียงแค่การต่อลมหายใจเท่านั้น ไม่สามารถดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพได้ในระยะยาว
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะการเบิกจ่ายภาครัฐยังเป็นเพียงงบใช้จ่ายดำเนินการอบรมสัมมนาที่ถูกเร่งให้ใช้ออกมาก่อนเพราะตั้งงบเบิกจ่ายง่าย ในส่วนของงบลงทุนก็เป็นโครงการขนาดเล็ก วงเงินไม่มาก แต่การลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นของจริงยังไม่สามารถเดินหน้าได้
ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามามีแผนการลงทุนภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 2558-2565 ระยะเวลา 8 ปี มูลค่า 3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลงทุนทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ มีโครงการเร่งด่วนที่วางกรอบดำเนินงานให้เสร็จในปีนี้ เช่น การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประตูการค้า เมืองหลักในภูมิภาค กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล การปรับโครงสร้างพื้นฐานรถไฟทางคู่ในเส้นทางรถไฟเดิม 6 เส้นทาง ระยะทาง 887 กิโลเมตร ในช่วงที่มีปัญหาการจราจร เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า โครงการสร้างทางรถไฟทางคู่นครราชสีมา-ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะทาง 737 กิโลเมตร และเส้นทางเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กิโลเมตร แต่วันนี้โครงการทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นแค่การศึกษา ยังไม่พร้อมลงทุนได้ในปีนี้
ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2562 มูลค่าการลงทุนในโครงการ 1.41 ล้านล้านบาท โดยโครงการครอบคลุมการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางในเมือง การพัฒนารถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือขนส่งสินค้า การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมและกิจการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของประเทศ แต่โครงการทั้งหมดยังไม่สามารถเริ่มตอกเสาเข็มได้ปีนี้ อย่างเร็วทำได้ปีหน้าและมูลค่าโครงการที่จะลงทุนได้แค่หลักหมื่นล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบจริงย่อมน้อยกว่านั้น เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องทยอยเบิกจ่ายหลายปี
นอกจากนี้ ยังมีกิจการที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (Opt-in) อาทิ สถานีขนส่งบรรจุแยกและกระจายสินค้า, พัฒนาถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางระหว่างเมือง, บริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม, พัฒนาธุรกิจและบริหารพื้นที่ท่าอากาศยาน, พัฒนาและบริหารจัดการระบบชลประทาน, พัฒนาสถานศึกษาของรัฐ ทั้งหมดยังไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนว่าจะมีแผนการลงทุนอย่างไร
ความล่าช้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด และอ่อนแอกว่าที่คิด ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเฉพาะหน้าเอาตัวรอดระยะสั้นเท่านั้น
ที่เห็นได้ชัด คือ การเร่งเบิกงบลงทุนปี 2558 วงเงิน 4.49 แสนล้านบาท ที่ถึงวันนี้เหลือเพียง 4 เดือนของปีงบประมาณ มีการก่อหนี้ผูกพันไปได้กว่า 50% แล้วก็จริง แต่การเบิกเม็ดเงินจริงอยู่เพียง 30% กว่าเท่านั้น เป็นงานหนักที่จะเบิกจ่ายให้ได้ถึง 80% ของงบลงทุนทั้งหมดตามที่ตั้งเป้าไว้
นอกจากนี้ ล่าสุด ครม.ยังเร่งเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีตั้งแต่ปี 2555-2557 วงเงิน 3.51 แสนล้านบาท ที่มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 1.59 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 45.4% โดยในส่วนนี้ยังมีเงินคงค้างที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายอยู่ในระดับสูงถึง 1.02 แสนล้านบาท หากหน่วยราชการเบิกจ่ายไม่ทันสิ้นปีงบประมาณ หรืออีก 4 เดือนข้างหน้านี้ ก็ให้ตัดงบไปจัดสรรให้กับโครงการอื่นที่มีความพร้อมกว่า
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมารัฐบาลยังเติมงบลงทุนพิเศษในโครงการซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศ และโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่าลงทุนทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการดำเนินการเสร็จภายในปีเดียว และมีการกู้เงินแรก 3,000 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นภายในปีนี้และปีหน้าพยุงเศรษฐกิจไม่ให้อ่อนแรงลงเท่านั้น
การเร่งงบลงทุนสารพัดต่างๆ นานา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไม่น้อย แต่จะมีแรงขับเคลื่อนเพียงระยะเวลาสั้นๆ และยังไม่มากพอที่จะชดเชยแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจด้านอื่นที่ลดลงได้ โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย ยังออกบทวิเคราะห์ระบุว่า การเบิกจ่ายภาครัฐต้องได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยจะหมดแรงส่งที่จะเดินหน้าต่อไปในระยะยาว
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าต่อไปได้มากน้อยแค่ไหนท่ามกลางความผันผวน การเดินหน้าการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจะเป็นตัวชี้วัด ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าในเมือง ถนนมอเตอร์เวย์ การก่อสร้างส่วนขยายสนามบิน การสร้างท่าเรือ จะต้องเดินหน้าก่อสร้างลงเสาเข็มเทหินปูนทรายให้ได้ภายในปีนี้หรือก่อนกลางปีหน้า เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้มีกำลังมากขึ้น
แม้แต่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับว่า การเดินหน้าลงทุนขนาดใหญ่ ยังเป็นแค่ยุทธศาสตร์และแผนงานเสียส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถออกมาเป็นโครงการที่ดำเนินการได้จริง ซึ่งกระทรวงการคลังจะเรียงลำดับความสำคัญของโครงการและเร่งด่วนออกมาให้เกิดการเซ็นสัญญาโครงการและมีการก่อสร้างจริง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลไม่กล้าบอก ก็คือ โครงการส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม มีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์การลงทุน 3 ล้านล้านบาท หรือใน 1.4 ล้านล้านบาท ที่จะลงทุน PPP ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมเท่านั้น
ส่วนปัญหาการลงทุนด้านอื่นๆ ไม่น่าจะเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณที่จะมาลงทุน แม้ว่ามีไม่พอ ก็ยังสามารถกู้เงินมาลงทุนได้อีกมาก นอกจากนี้ยังมีทางเลือกใหม่ๆ เช่น การลงทุนแบบ PPP หรือการระดมทุนโดยการตั้งกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนมาลงทุน ทำให้ด้านแหล่งเงินทุนที่จะมาลงทุนตัดทิ้งไปได้เลย ซึ่งที่ผ่านมามีการจับตาเรื่องการตั้งอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ เพื่อลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทวาย โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ทางด่วน ยังไม่มีความคืบหน้าเพราะยังศึกษาไม่ลงลึกถึงแห่งที่มาของรายได้ในอนาคตว่าจะมาจากที่ไหนอย่างไรบ้าง
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ การดึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ และมีความพร้อมลงทุนได้จริงให้มีการเดินหน้าได้แท้จริงให้รวดเร็วและโปร่งใส เพราะถือว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้กว่าครึ่งปีแล้ว หากรวมการบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศก็กินเวลา 1 ปีกว่า ดังนั้นการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่น่าจะมีข้อแก้ตัวได้อีกต่อไป เพราะมีพร้อมทุกอย่างทั้งแหล่งเงินและอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะใช้ในทางสร้างสรรค์ปลดล็อกให้การลงทุนขนาดใหญ่ทำได้จริง ทำได้เร็ว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดังนั้น การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อต่อชีวิตเศรษฐกิจ จึงเป็นบทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลและ คสช. ครั้งสำคัญ ซึ่งเวลาที่ต้องดำเนินการให้สำเร็จเริ่มเหลือน้อยลงทุกที หากไม่เดินหน้าเกียร์ห้าตั้งแต่นาทีนี้ก็อาจสายเกินไป







