posttoday
เปิดขุมทรัพย์ "โรงพยาบาลเอกชน"

เปิดขุมทรัพย์ "โรงพยาบาลเอกชน"

31 พฤษภาคม 2558

รายได้ของโรงพยาบาลกลุ่มนี้โตปีละกว่าเกือบ 30% โดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2546 จาก 3,000 กว่าล้านบาท เป็น 56,975 ล้านบาท ในปี 2557

โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

ในขณะที่คณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบการร้องเรียนในเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินไปของโรงพยาบาลเอกชน และกำลังหาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาล โดยคณะกรรมการมี 2 ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินไป

1.ออกประกาศให้ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ร้านขายยาภายนอกได้

2.โรงพยาบาลเอกชนจะต้องแยกราคาของยาจากค่าธรรมเนียมอื่นๆ และปิดป้ายราคายาตามราคาโรงงานให้ชัดเจน

ทั้งสองเป้าหมายเพื่อเยียวยาประชาชนมิให้โดนสถานพยาบาลเรียกเก็บค่ายา ค่าหมอในอัตราที่สูงเกินไปจนบรรดาเจ้าของกิจการโรงพยาบาลที่ปัจจุบันมีเครือข่ายที่ครอบคลุมทั้งประเทศอ้วนพีแต่ประชาชนกระเป๋าฉีก เห็นได้ชัดจากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นแทบจะทุกโรงพยาบาล

นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มีความเห็นว่ามาตรการที่รัฐบาลจะออกมา เพื่อควบคุมค่ายาและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนเป็นไปได้ยาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนที่ต่างกัน

กรณีที่แย่ที่สุด (อัตราการทำกำไรของค่ายาที่ 15%) ผลประกอบการของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ผู้ประกอบการโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดโรงพยาบาลเอกชนสูงสุด 16% จะถูกกระทบ 8%

ผู้บริหารยังคงตั้งเป้าสาขาของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็น 50 สาขา แม้ว่าจะเลื่อนประมาณการออกไปเป็นปี 2560 จากในปี 2558 เนื่องจากเจ้าของโรงพยาบาลต้องการขายในราคาที่สูงมาก

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรักษาผู้ป่วยคาดจะเติบโต 12% ต่อปี (จำนวนเตียง) ในระหว่างปี 2558-2561 ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากรายได้โรงพยาบาลที่เติบโต 5-6% ในเดือน เม.ย. และ 7-8% ในเดือน พ.ค. จากทั้งปริมาณผู้ป่วยและราคาที่เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไรในไตรมาส 2/2558

ดังนั้น BDMS จะให้ความสำคัญกับค่าน้ำหนักสัมพัทธ์เฉลี่ยของผู้ป่วยใน Case mix index (CMI) และความซับซ้อนของโรคที่สูงขึ้น เพื่อพยายามผลักดันการเติบโตของความสามารถในการทำกำไร ดังนั้น จึงเชื่อว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะกลางและระยะยาวยังแข็งแกร่ง

BDMS เป็นโรงพยาบาลของกลุ่มตระกูลปราสาททองโอสถ กลุ่มตระกูลวิชัย ทองแตง และสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นับว่าเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีส่วนแบ่งด้านการตลาดสูงสุด 16% ของโรงพยาบาลเอกชน เพราะมีเครือข่ายครอบคลุมมากที่สุด

ปัจจุบันมี 40 โรงพยาบาลที่เป็นเจ้าของและบริหารภายใต้ 6 ชื่อ คือ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลรอยัลกรุงเทพ (ประเทศกัมพูชา) และโรงพยาบาลที่มีชื่อตามพื้นที่ต่างๆ กลุ่มนี้มีนโยบายมุ่งเน้นไปที่ผู้มีรายได้ปานกลาง ผู้มีฐานะดี จนไปถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรักษาโรคทั่วไปจนถึงโรคเฉพาะทางระดับหนึ่ง มีการทำเป็นศูนย์กลางการรับรักษาในแต่ละภาคคือที่ จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยา ภูเก็ตและกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโรงพยาบาล

รายได้ของโรงพยาบาลกลุ่มนี้โตปีละกว่าเกือบ 30% โดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2546 จาก 3,000 กว่าล้านบาท เป็น 56,975 ล้านบาท ในปี 2557

นอกจากนั้น ความสามารถในการทำกำไร (EBITDA Margin) ยังทำได้ดีคือมากกว่า 20% หลายๆ ปีติดต่อกัน ถ้าเทียบกับกลุ่มโรงพยาบาลระดับโลกทั้งหลาย กลุ่ม BDMS ยังมีขนาดเล็กอยู่ แต่มีอัตราการทำกำไรสุทธิสูงสุดถึง 12.6%

ในไตรมาสแรกปี 2558 กลุ่มนี้มีกำไรสุทธิ 2,289 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสแรกปี 2557 จากรายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากการเพิ่มขึ้น 10% ของรายได้ค่ารักษาพยาบาล จากโรงพยาบาลเครือข่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 8% และต่างจังหวัด 12% เป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน 6% และการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลตามอัตราเงิน
เฟ้อและการเพิ่มขึ้นของความซับซ้อนของโรค 4%

เฉพาะปี 2557 โรงพยาบาล BDMS มีกำไรสุทธิ 7,394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปี 2556 จากรายได้ 5.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2556 จากรายได้ค่ารักษาพยาบาล 5.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%

ขุมทรัพย์จากการรักษาพยาบาลนั้นงอกงามอย่างไม่น่าเชื่อ

ขานรับนโยบาย เปิดเผยราคายา

มาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ขอความร่วมมือโรงพยาบาลต่างๆ แสดงราคาค่ารักษาพยาบาลให้ชัดเจนผู้ประกอบการก็พร้อมขานรับนโยบายดังกล่าว

นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการการแพทย์ และกรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ระบุว่า แต่ละโรงพยาบาลในเครือก็ให้ความร่วมมือตามที่รัฐบาลร้องขอมาเรื่องการแสดงราคา บางแห่งก็ใช้พิมพ์ใส่กระดาษรวมเป็นเล่ม ใบราคาวางไว้ที่เคาน์เตอร์

ขณะที่บางแห่งก็ใช้รูปแบบการบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์นำเสนอเพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา หลังจากนี้หากหน่วยงานรัฐจะขอความร่วมมือให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ยินดี
ทำตาม

ชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้ติดป้ายแสดงราคายาตามที่ภาครัฐร้องขอมาให้ดำเนินการแล้ว ซึ่งก็ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของการใช้บริการที่มีนัยสำคัญ มีคนไข้ที่สนใจตรวจดูราคายา หรือมาสอบถามเรื่องราคาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเข้าใจ

อยากให้สังคมทราบว่า ค่ายาโรงพยาบาลเอกชนแพง เพราะต้นทุนทำโรงพยาบาลสูง ค่าใช้จ่ายบางอย่างไม่สร้างรายได้ก็ต้องจ่าย เช่น บริการ 24 ชั่วโมง ต้องจ้างแพทย์ บุคลากรเข้าเวรกลางคืน อุปกรณ์ต่างๆ ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา อาจไม่มีคนมารักษาช่วงนั้นแต่โรงพยาบาลก็ยังต้องจ่าย และยังมีค่าบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์หลายอย่าง ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชนจึงจำเป็นต้องคิดค่ายาแพง เพราะได้รวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องเหล่านี้ไว้ด้วย

นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี ระบุว่า ก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขจะขอความร่วมมือ โรงพยาบาลยันฮีได้ติดประกาศแจ้งค่าห้องพัก ค่าแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไว้ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้บริการ เพียงแต่ไม่ได้ติดราคายาเท่านั้น เพราะมียาที่ต้องใช้ภายในโรงพยาบาลกว่า 800 ชนิด หากติดประกาศคงจะต้องใช้โปสเตอร์แผ่นใหญ่มาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือมาให้แสดงราคายา โรงพยาบาลยันฮีก็ทำตาม โดยทยอยติดตั้งคอมพิวเตอร์ในจุดสำคัญ เพื่อให้คนไข้มาดูรายละเอียดราคายาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้

สำหรับแนวทางที่รัฐให้ทำ โดยส่วนตัวมองว่าอาจทำให้รายได้โรงพยาบาลลดบ้างจากการที่คนไข้เปลี่ยนใจไม่ซื้อยากับโรงพยาบาล แต่เชื่อว่าคงไม่กระทบมากนัก และน่าจะเป็นผลดีกับโรงพยาบาลมากในแง่ภาพลักษณ์ที่คนไข้จะมองโรงพยาบาลดีขึ้น รู้สึกได้รับความยุติธรรมในการใช้บริการ ตัดสินใจเลือกได้ว่าจะใช้หรือไม่ใช้บริการ เพราะทราบค่าบริการล่วงหน้า ต่างจากอดีตเมื่อคนไข้ป่วยก็เข้าโรงพยาบาลไปโดยไม่ได้สนใจเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ จนกระทั่งจะออกจากโรงพยาบาลจึงจะทราบว่าต้องจ่ายอะไรบ้าง

“ที่ผ่านมา พอคนไข้ป่วย ไม่มีใครคำนึงเรื่องค่ารักษาพยาบาล ขอให้ดีขึ้นก่อนแล้วเรื่องค่าใช้จ่ายมานึกถึงภายหลัง แต่เมื่อมีประกาศค่าใช้จ่ายต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจน ก็จะทำให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น เห็นความยุติธรรมมากขึ้น เปรียบเสมือนการเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ถ้าเห็นป้ายราคาเหมาะสมก็พร้อมจะซื้อสินค้า แต่ถ้าเห็นว่าราคาแพงเกินไปก็ไม่เลือกซื้อ ถ้าเห็นว่าราคาค่ายา หรือค่าผ่าตัดแพงเกินไป ก็เปลี่ยนใจไปโรงพยาบาลอื่นได้”นพ.สุพจน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน