
Road, Rose or Rodeo Map
วันนี้อยากเขียนเรื่องประชามติกับ Road Map ของ คสช. พอได้ยินคำว่า Road Map ผู้เขียนก็ “ของขึ้น” ในทันที
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
วันนี้อยากเขียนเรื่องประชามติกับ Road Map ของ คสช.
พอได้ยินคำว่า Road Map ผู้เขียนก็ “ของขึ้น” ในทันที เพราะหมั่นไส้มาโดยตลอดถึงการไปหยิบยืมศัพท์ต่างๆ ของคนยุคนี้ที่ไม่ดูหน้าดูหลังถึงที่ไปที่มาของคำศัพท์ต่างๆ เหล่านั้น อย่างคำว่า Road Map นี้ก็เป็นแนวคิดของ “คุณพ่อรู้ดี” หรือคนอเมริกันที่ชอบสั่งสอนชาติโน้นชาตินี้ไปทั่วโลก เริ่มต้นก็เป็นแนวคิดด้านการบริหาร ซึ่งหมายถึงการวางแผนไปสู่เส้นทางของความสำเร็จ แต่ก็มีนักการเมืองคือประธานาธิบดี จอร์จ บุช หยิบเอามาใช้เพื่ออธิบายถึงการฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศที่อเมริกันไปมีส่วนเกี่ยวข้อง (คำสุภาพของคำว่า “ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”) ที่โดนหนักที่สุดก็คือบรรดาชาติก่อการร้ายในตะวันออกกลางและแถวบ้านเราก็คือพม่า
แล้วคนไทยที่ไม่ชอบอเมริกันก็ไปจับมาพาดคอตัวเอง
ที่จริงใช้แต่เพียงคำว่า “แผนการ” หรือ “แผนงาน” ก็เข้าท่าเข้าทางและสื่อความหมายได้ตรงไปตรงมาดีแล้ว แต่ตามประสาของคนที่อยาก “ยกระดับ” (ระดับหัวหรือหางก็ไม่ทราบ) จึงชอบเอาคำฝรั่งมาประกอบความคิดต่างๆ ของตัว ซึ่งถ้าเป็นคำดีๆ มีที่มาที่ “มีเกียรติ” ก็พอทน แต่ถ้าเป็นคำที่แสดงถึงฐานะของ “ทาสความคิด” ก็ขอให้เป็นท่านรับเอาความไม่ชอบนั้นไปแต่เพียงผู้เดียว (อนึ่ง คสช.ยังชอบใช้คำฝรั่งอีกมาก อย่างตอนที่มอบนโยบายให้แม่น้ำ 5 สาย ในการประชุมครั้งแรกๆ ตอนปลายปี 2557 ท่านก็บอกว่าอะไรที่เป็น “Quick Win” ก็ขอให้ช่วยกันคิดออกมาก่อน ซึ่งท่านเอาคำนี้มาใช้ในความหมาย “นโยบายเร่งด่วน” ที่สามารถทำให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ว่าคำว่า Quick Win นี้มีที่มาค่อนข้างจะล่อแหลม อย่างที่บอกแล้วว่าเห็นคำฝรั่งก็นึกว่าจะทำให้โก้ แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป จึงกลายเป็นคน “กึ่งวิถี” อย่างที่ชอบๆ ทำกันอยู่นี้)
ตอนนี้ Road Map ของ คสช.กำลังออกอาการ “ตุปัดตุเป๋” เพราะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในการประชุม ครม. ปรากฏว่ามีมติของคณะรัฐมนตรีเห็นควรให้มีการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งผลให้แต่เดิมที่รัฐธรรมนูญนี้ควรจะประกาศใช้ในเดือน ส.ค.ปีนี้ จากนั้นก็มีการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ ให้เสร็จก่อนสิ้นปี เพื่อให้มีการเลือกตั้งอย่างช้าต้นเดือน มี.ค. 2559 นั้น ก็ต้องเลื่อนไปเพื่อให้มีการทำประชามติที่ต้องมีกระบวนการในขั้นตอนต่างๆ ยืดยาวไปอีก 5-6 เดือน ซึ่งจะทำให้เผชิญกับ “คลื่นลม” ต่างๆ ตามมาอีกมาก
Road Map ที่ควรเป็น Rose Map จึงกลายเป็น Rodeo Map
อย่างที่ผู้เขียนได้วิพากษ์การทำงานของ คสช.มาบ้างแล้วว่า “ใช้อำนาจไม่เป็น” เพราะอำนาจเผด็จการที่ คสช.ได้มานั้นเป็นสิ่งพิเศษ จึงไม่ควรใช้อย่างปกติธรรมดา โดยได้เปรียบเทียบการใช้อำนาจของทหารใน พ.ศ. 2519 เทียบกับ พ.ศ. 2534 และล่าสุด พ.ศ. 2549 ที่แต่ละช่วงนี้ห่างกัน 15 ปี แต่ได้กลายเป็นช่วงที่แนวคิดและวิธีปฏิบัติของทหารได้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คณะปฏิรูปการปกครองใน พ.ศ. 2519 เป็นรูปแบบของการฟื้นฟูความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของกองทัพภายหลังที่ “ล่มสลายไป” ในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ให้ฟื้นคืนมา ด้วยการรวมพลังกันของเหล่าทัพต่างๆ ในการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 จากนั้นก็ได้
ใช้ “นอมินี” ตั้งรัฐบาลพลเรือนที่นำโดย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ให้บริหารประเทศโดยทหารทำหน้าที่คุ้มครองดูแลความมั่นคงให้ ที่นายกรัฐมนตรี ธานินทร์ ท่านเรียกว่าเป็น “เปลือกหอย” แต่ปรากฏว่ารัฐบาลได้บริหารประเทศอย่างเข้ารกเข้าพง โดยเฉพาะในเรื่องการปราบปรามฝ่ายซ้าย จนกลายเป็นว่ารัฐต้องทำสงครามต่อสู้กับประชาชน ที่สุดเพียงปีเดียวคือในเดือน ต.ค. 2520 ทหารก็อัปเปหิรัฐบาลที่ตนตั้งและค้ำจุนมานั้นให้ออกไป แล้วขึ้นมามีอำนาจอย่างโดยตรง พร้อมกับเข้าควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ที่ใช้ได้มาอย่างยาวนานจนถึง พ.ศ. 2534 ด้วยความที่ทหารได้ยอมรับความจริงถึงการประสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ ในสังคม อันเป็นที่มาของประชาธิปไตยแบบครึ่งใบดังกล่าว
วิกฤตธนาธิปไตยการใช้เงินซื้ออำนาจและตำแหน่งทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2523-2533 นำมาซึ่งการยึดอำนาจในวันที่ 23 ก.พ. 2534 โดยคณะทหารที่ใช้ชื่อว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ “รสช.” โดยมีประชาชนไปมอบดอกไม้ให้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับได้ตั้ง อานันท์ ปันยารชุน ที่มี “ภาพดี” ค่อนข้างมากให้เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนว่าทหารกำลังจะสร้างมิติใหม่ทางการเมืองให้ใสสะอาดและมุ่งสู่อนาคตที่ดี แต่ว่าจะด้วยความรู้น้อยของทหารเอง หรือคารมของนักการเมืองที่หว่านล้อม ที่สุดก็ยอม “สืบทอดอำนาจ” ภายใต้การอุ้มชูผ่านพรรคสามัคคีธรรม แต่ก็ถูกกลุ่มทหาร จปร.7 ที่ส่วนใหญ่อยู่ในวงการเมืองนั้นเข้าคัดง้าง กระทั่งเกิดพฤษภาทมิฬ 2535 และทหาร จปร.5 ก็หมดอนาคตไปตั้งแต่ครั้งนั้น
นักวิชาการจำนวนหนึ่ง (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) เชื่อว่าการล่มสลายของทหารหลังเหตุการณ์ พ.ค. 2535 จะทำให้ทหารยากที่จะคืนมาใช้อำนาจแบบเดิมๆ ได้อีก ยิ่งได้เห็นบรรยากาศการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่มีความคึกคักในภาคประชาชน ก็ทำให้เคลิ้มไปว่าคนไทยคงไม่ต้องการทหารอีกแล้ว แต่จากความเหิมเกริมของนักการเมืองที่เข้าใจความลุ่มหลงของประชาชนว่าเป็น “บารมีเหนือฟ้า” ที่สุดก็พาประชาชนออกมาปะทะกัน แล้วทหารก็กระโดดเข้ามาเพื่อ “แยกมวย” ในการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549
ทหารในช่วงนี้ดูเหมือนจะมีสัญญาใจกับใครบางคน เพราะถ้าจะพิจารณาจากการตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ให้เป็นนายกฯ ก็ส่งสัญญาณในบางเรื่องถึงความไม่เป็นตัวของตัวเองของกองทัพ เหมือนว่ามีใครคอยบงการอยู่ข้างๆ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งตอนปลายปี 2550 ทหารก็เหมือนจะมั่นใจว่าจะสกัดกั้นนักการเมืองในกลุ่มทุนสามานย์นั้นได้ แต่กลับผิดคาดที่นักการเมืองกลุ่มนั้นกลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าเกรงขาม จนนำมาซึ่งความขัดแย้งในบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 22 พ.ค. 2557 ทหารก็ “ทนไม่ไหว” ต้องทำรัฐประหารอีกครั้ง
ผู้เขียนขอยืมคำพูดของพระสุเทพ เทือกสุบรรณ ในการปราศรัยบนเวที กปปส.ในช่วง พ.ศ. 2556-2557 ว่าความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2540 มีสาเหตุมาจาก “พวกโลกสวย” เหมือนกับทหารที่ทำการยึดอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ ซึ่งก็คงจะเป็นเพราะคิดอะไร “เลิศหรู” จนเกินไป คงนึกว่าหนทางนั้นจะโรยด้วยดอกกุหลาบ คือเป็น Rose Map แต่แล้วก็ต้องกระโดกกระเดกเหมือนขี่ม้าพยศที่เรียกว่า Rodeo
วิธีขี่ม้าแบบ Rodeo ก็คือเมื่อม้ามันบ้า คนขี่ก็ต้องบ้าหรือ “ระห่ำ” ให้ยิ่งกว่า







