
สนช.เสนอ24ประเด็นข้อแก้ร่างรธน.
สนช.เสนอ24ประเด็นข้อแก้ร่างรธน.แนะให้สว.มีอำนาจเลือกนายกฯยามวิกฤตได้ ห้ามสว.เลือกตั้งปี 51-57 ลงสมัครสว.ซ้ำ แช่แข็งรธน.ห้ามแก้ 5 ปี
สนช.เสนอ24ประเด็นข้อแก้ร่างรธน.แนะให้สว.มีอำนาจเลือกนายกฯยามวิกฤตได้ ห้ามสว.เลือกตั้งปี 51-57 ลงสมัครสว.ซ้ำ แช่แข็งรธน.ห้ามแก้ 5 ปี
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. ได้ยื่นเอกสารที่เป็นข้อเสนอของ สนช. ต่อการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ต่อคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมีพล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิก สนช. นายปรีชา วิชราภัย สมาชิก สนช. และรองประธานกมธ.ยกร่างฯ และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ สมาชิก สนช. และเลขานุการกมธ.ยกร่างฯ มาเป็นผู้รับมอบ
สำหรับข้อเสนอของ สนช. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีทั้งสิ้น 24 ประเด็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1.เสนอให้ตัดคำว่า "พลเมือง" ออกจากรัฐธรรมนูญทั้งหมด โดยให้ใช้คำว่า "บุคคล" แทน ซึ่งเป็นที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 เนื่องจากเห็นว่าการบัญญัติคำว่า "พลเมือง" ขึ้นใหม่ อาจนำไปสู่ปัญหาในการบังคับใช้ และการตีความทำให้ประชาชนมีความสงสัยว่าคำว่า ราษฎร ประชาชน บุคคล พลเมือง มีความแตกต่างกันอย่างไร
2. เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี คณะกมธ.ฯ เห็นด้วยในหลักการที่คณะกมธ.ยกร่างฯ กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าด้วยการให้นายกฯ จะเป็น สส. หรือไม่เป็น สส. ก็ได้ แต่เห็นว่าหลักการดังกล่าวอาจไม่ครอบคลุมหรือแก้ไขปัญหาได้ทุกเหตุการณ์ เช่น ในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและนายกฯ รักษาการก็พ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดช่องว่างขึ้น จึงเสนอให้มีการเพิ่มเติมเนื้อหา โดยการกำหนดให้วุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
3. เสนอให้ตัดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 และมาตรา 182 ว่าด้วยการให้นายกฯ สามารถเสนอขอความไว้วางใจจากสภาฯ ได้ และเสนอให้สภาฯ เห็นชอบสาระสำคัญของกฎหมายได้ภายใน 48 ชั่วโมง ออกทั้งหมด เนื่องจากมาตราดังกล่าวเปิดโอกาสให้นายกฯ ขอความไว้วางใจจากสภาฯ แต่หากสภาฯ ลงมติไว้วางใจน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จะให้อำนาจนายกฯ มีอำนาจยุบสภาฯ ได้ สภาพดังกล่าวจึงผิดหลักการและอาจมีปัญหาในการบังคับใช้จริง
4. การเลือกตั้ง สส. ระบบสัดส่วนผสมและระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด คณะกมธ.ฯเห็นด้วยกับหลักการของบทบัญญัติดังกล่าว
5. เสนอตัดคำว่า "กลุ่มการเมือง" ที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญออกทั้งหมด เนื่องจากกลุ่มการเมืองมีลักษณะคล้ายพรรคการเมือง แต่กลไกการกำกับและควบคุมตลอดจนความรับผิดของกลุ่มการเมืองตามที่บัญญัตไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้กลับมีความแตกต่างหรือมีความเข้มงวดกว่าน้อยกว่าการควบคุมพรรคการเมือง จึงควรกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มิเช่นนั้นการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการทำลายสถาบันการเมือง จึงควรตัดกลุ่มการเมืองออกและให้คงเหลือเฉพาะพรรคการเมือง
6. ที่มาของวุฒิสภา เห็นว่าควรให้มาจากการสรรหาทั้งหมด และเพิ่มขึ้นตอนหรือเงื่อนไขในการสรรหาไว้แทน โดยแบ่งกลุ่มอาชีพให้ชัดเจน เพิ่มคณะกรรมการสรรหาให้มากขึ้น ควรให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรแต่ละวิชาชีพเข้ามา เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบ เพราะที่ผ่านมา สว. ที่มาจากการสรรหาส่วนหนึ่งและเลือกตั้งส่วนหนึ่ง กลับมีความขัดแย้งในการปฏิบัติงานร่วมกัน จึงทำให้ถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารได้ พร้อมกันนี้ให้ตัดอำนาจการเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) โดยวุฒิสภาออก เนื่องจากวุฒิสภาควรเป็นสภากลั่นกรองและควบคุมการบริหารราชแผ่นดินเป็นหลัก
ขณะที่เสนอตัดอำนาจของวุฒิสภาในส่วนของการถอดถอนบุคคลที่วุฒิสภาไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งหรือไม่ให้ความเห็นชอบออกทั้งหมด เพราะวุมิสภาควรมีอำนาจถอดถอนเฉพาะบุคคลที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่งเท่านั้น ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ที่วุฒิสภาไม่ได้ให้ความชอบก็ควรให้เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้พิจารณาถอดถอน
7. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับข้าราชการประจำในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง คณะกมธ.ฯ เห็นด้วยในหลักการตามร่างของคณะกมธ.ยกร่างฯ แต่ควรมีการเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการไว้ในกฎหมายระดับ พ.ร.บ. เช่น กรณีให้คณะกรรมการจัดทำการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งจำนวน 3 คน และเสนอชื่อไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อคัดเลือก หาก ครม.เห็นว่าไม่มีผู้เหมาะสม อาจให้คณะกรรมการฯเลือกบุคคลเพื่อเสนอมายัง ครม. ใหม่ได้
8. รูปแบบองค์กรบริหารท้องถิ่น เห็นว่า ควรตัดมาตรา 285 ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่นออก เนื่องจากประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการยกระดับองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นจังหวัดปกครองตนเอง รวมทั้งการกำหนดให้มีกลไกในการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด และดำเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นขึ้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมโดยเร็วนั้น ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าวได้ ทั้งในเรื่องความพร้อมของบุคคลากร งบประมาณ กฎหมายรองรับ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติได้
9. เสนอให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำรงตำแหน่งนับแต่วันเลือกตั้งและมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ เพื่อเป็นช่องทางในการให้มีนักการเมืองรุ่นใหม่ มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น อีกทั้งเพื่อให้เป็นแบบเดียวกันกับการกำหนดให้นายกฯ จะดำรงตำแหน่งติดต่อเกิน 2 วาระไม่ได้
10. ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกมธ.ฯเห็นว่า การสรรหาและเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ควรให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 ดังเดิม
11. การตรวจการใช้อำนาจรัฐ เสนอให้อำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง เป็นอำนาจของวุฒิสภา ไม่ควรให้รัฐสภาถอดถอนโดยกำหนดให้วุฒิสภาสามารถถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งได้เฉพาะบุคคลที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบให้เข้าดำรงตำแหน่งเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นๆ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดทำสำนวน ยื่นต่อศาลฎีกาฯ เพื่อพิจารณาถอดถอน
12. อำนาจการจัดการการเลือกตั้ง เห็นว่า ควรกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เช่นเดิม ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่ควรแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและที่มาของ กกต. เช่นเดียวกับ ปปช.
13. การควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นว่า ไม่ควรมีการควบรวมเข้าด้วยกัน เนื่องจากทั้งสององค์กรมีบทบาทและหน้าที่เฉพาะเรื่อง และการกำหนดไว้เช่นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ย่อมเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและสอดคล้องกับหลักสากลแล้ว แต่องค์ประกอบของทั้งสององค์ควรปรับจำนวนลง
14. การตั้งสภาตรวจสอบภาคพลเมือง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) คณะกรรมการการกระจายอำนาจแห่งชาติ คณะกมธ.ฯเห็นว่า ไม่ควรกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่มากจนเกินไป เนื่องจากการตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่นั้น มีหน้าที่ที่ไม่ชัดเจนและมีขอบเขตที่กว้างมากเกินไป
15. การตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ คณะกมธ.ฯ มีความเห็นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินการตามแนวทางปฏิรูปด้านต่างๆ
16. การกำหนดเวลาบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เห็นว่า ควรบัญญัติบทเฉพาะกาลเพื่อกำหนดเงื่อนไขห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ในระยะเวลา 5 ปี ภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการดำเนินการปฏิรูปในด้านต่างๆ และสอดคล้องกับการกำหนดระยะเวลาไว้ในหมวดของการปฏิรูป
17. เห็นควรให้มีการกำหนดบทเฉพาะกาล เพื่อเกี่ยวกับการลงสมัคร สว. โดยควรกำหนดให้ สว. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 และยังไม่ครบวาระ แต่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เท่านั้น ที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่ง สว. ได้ โดยไม่ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรให้ครอบคลุมถึง สว. ที่เข้ารับหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง พ.ศ. 2551 - 2557 ด้วย เนื่องจาก สว. ซึ่งดำรงแหน่งอยู่ ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 นั้น ยังไม่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ส่วน สว. ที่เข้ารับหน้าที่ระหว่าง พ.ศ. 2551 - 2557 ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว
18. กรอบเวลาในการจัดทำพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ควรมีการขยายกรอบเวลาที่กำหนดให้ สนช. ต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยให้ สนช. มีเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ภายใน 120 วัน จากเดิมที่กำหนดไว้ 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างจากคณะกมธ.ยกร่างฯ ส่วนร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ อีก 9 ฉบับ ให้ สนช. มีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 180 วัน จากเดิมที่กำหนดไว้ 120 วัน เนื่องจากกรอบเวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เดิมไม่เพียงพอสำหรับการพิจารณา จะทำให้ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหมดไมได้รับการพิจารณาด้วยความรอบคอบ
19. การปฏิรูปด้านสาธารณสุข เห็นว่า ควรกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การสาธารณสุขแห่งชาติที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ควบคุมดูแลกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีหน้าที่เสนอความเห็นต่อการกำหนดนโยบายสุขภาพ
20. หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เห็นว่า ไม่ควรจะกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบเจรจาที่เป็นสาระเนื้อหาสำคัญ อันจะนำไปสู่การจัดทำหนังสือสัญญานั้นต่อคณะกมธ.การต่างประเทศของรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เนื่องจากจะก่อให้เกิดปัญหาและข้อจำกัดในการเจรจา รวมทั้งอาจก่อให้ความเสียเปรียบในการเจรจาได้ โดยจะเป็นประโยชน์กับคู่เจรจามากกว่าหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้อง
21. แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เห็นว่า ควรเพิ่มเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการอุตสาหกรรม อย่างต่อเนื่อง
22. เห็นควรให้ตัดถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 76ว่าด้วยการกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่ต้องมีการหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้ง ซึ่งมีเงื่อนไขต้องมีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ออกทั้งหมด เนื่องจากทำให้เกิดความขัดแย้งกับมาตรา 4 และมาตรา 5 ของร่างรัฐธรรมนุญ ที่กำหนดให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
23. การกำหนดว่า "เพศสภาพ" ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ควรตัดคำดังกล่าวออกไป เนื่องจากการกำหนดในเรื่องการเลือกปฏิบัติโดยไม่ธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ เพศ อายุ เป็นต้นนั้น ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สามารถตีความในเชิงคุ้มครองสิทธิได้อย่างกว้างขวางอยู่แล้ว
24. การเพิ่มเติมถ้อยคำเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในมาตรา 38 เห็นว่า การเพิ่มสิทธิของบุคคลในการสมรสตามร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจนในการได้รับความคุ้มครอง จึงควรกำหนดไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ควรกำหนดความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะให้ได้ความคุ้มครองเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป







