posttoday
สมาร์ทโฟนเอเชียระอุ งัดสิทธิบัตรป้องตลาดในประเทศ

สมาร์ทโฟนเอเชียระอุ งัดสิทธิบัตรป้องตลาดในประเทศ

27 พฤษภาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

จากความใหญ่โตของตลาดสมาร์ทโฟนที่มีมูลค่าถึง 4.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.39 ล้านล้านบาท) จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะพยายามขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด ทั้งในด้านของการออกแบบรูปโฉมที่ทันสมัย การคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมไปถึงการฟ้องร้องด้านสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของตน

กรณีการฟ้องร้องที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้นการห้ำหั่นกันของแอปเปิ้ล อิงค์ กับซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ สองค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เจ้าของเทคโนโลยีไอโฟน และซัมซุง กาแล็คซี่ การต่อสู้ทางกฎหมายของทั้งสองค่ายดำเนินไปอย่างดุเดือดและกว้างขวางในหลายประเทศ จนเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2012 สองบริษัทพัวพันกับคดีกว่า 50 คดีทั่วโลก และมีการเรียกร้องค่าเสียหายหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และกลายเป็นการจุดชนวนของ “สงครามสิทธิบัตรสมาร์ทโฟน” ในที่สุด

ปมปัญหาสงครามสิทธิบัตรดำเนินไปอย่างดุเดือด และในปัจจุบันการขับเคี่ยวกันระหว่างธุรกิจสมาร์ทโฟนไม่ได้จำกัดในระดับธุรกิจเท่านั้น แต่ได้ขยายวงกว้างจนกลายเป็นการดึงให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสียแล้ว

จีนและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีตลาดสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ เริ่มใช้นโยบายป้องกันการผูกขาดตลาด ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นการกดดันให้บริษัทต่างชาติอย่างแอปเปิ้ล อิงค์ และควอลคอมม์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนสัญชาติสหรัฐ ผ่อนคลายกฎเกณฑ์หรือลดราคาในการเข้าถึงนวัตกรรมของตน

แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้ของแอปเปิ้ลและควอลคอมม์ ซึ่งถือเป็นสองบริษัทที่สร้างรายได้จากการเก็บค่าสิทธิบัตรต่อปีสูงที่สุด ขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีตลาดสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พูดอีกนัยหนึ่งคือ นโยบายต่อต้านการผูกขาดตลาดจึงเป็นการตัดช่องทางรายได้ของทั้งสองบริษัทในตลาดสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

บลูมเบิร์กอธิบายว่า ความเคลื่อนไหวของจีนและเกาหลีใต้เป็นการบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันของทั้งสองค่ายสมาร์ทโฟน จึงมีความเป็นไปได้ที่นโยบายต่อต้านการผูกขาดตลาดที่จะซ่อนเร้นความพยายามในการคานอำนาจในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนโลก 

กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากการที่จีนซึ่งคาดว่าจะมีการนำกฎหมายต่อต้านการผูกขาดออกมาใช้ในวันที่ 1 ส.ค.ปีนี้ มีการระบุว่า บริษัทที่คิดค้นนวัตกรรมลูกเล่นต่างๆ เช่น การสไลด์เพื่อปลดล็อก หรือปฏิทินบน
สมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ต้องอนุญาตให้ผู้อื่นเข้าถึงเทคโนโลยีเดียวกันด้วย หากมีการพิจารณาแล้วว่าลูกเล่นดังกล่าวทำให้สมาร์ทโฟนมีความโดดเด่นจนครอบงำตลาดหรือมีความจำเป็นต่อเทคโนโลยีอื่นๆ

ทั้งนี้ ทั้งจีนและเกาหลีใต้ถือเป็นบ้านของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อย่างเสี่ยวหมี่ และซัมซุง ซึ่งถือเป็นธุรกิจรายใหญ่ที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศและถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานมหาศาล จึงมีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองประเทศต้องการลดความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งจากนอกประเทศเพื่อส่งเสริมธุรกิจภายใน

ในกรณีของเกาหลีใต้นั้น คณะกรรมาธิการเพื่อการค้าที่เป็นธรรมของแดนโสมขาวระบุชัดเจนว่า การประกาศใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดตลาดเมื่อราวเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วมีขึ้นเพื่อขวางไม่ให้ธุรกิจต่างชาติเรียกร้องค่าลิขสิทธิ์ที่สูงเกินไป เพื่อ “ปกป้องธุรกิจในประเทศจากการผูกขาดตลาดของธุรกิจข้ามชาติผ่านสิทธิบัตร”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อบรรษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ เช่น กรณีของควอลคอมม์ซึ่งมีรายได้ 63% จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการตรวจสอบผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของตนทั่วโลก แต่สำหรับในจีนกลับปรากฏว่าควอลคอมม์ต้องลดค่าลิขสิทธิ์ให้กับโรงงานในจีน อีกทั้งยังถูกทางการจีนปรับเป็นเงินถึง 976 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.142 หมื่นล้านบาท) ต่อกรณีผูกขาดตลาดอีกด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ยังยอมเก็บค่าลิขสิทธิ์น้อยลงอีกด้วย สำหรับการใช้นวัตกรรมของไมโครซอฟท์ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้อย่างแพร่หลายในสมาร์ทโฟนทั่วโลก รวมถึงสมาร์ทโฟนที่ผลิตโดยแซดทีอี ของจีนอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ไม่ยอมรับการเข้าซื้อโนเกียของไมโครซอฟท์ แม้การเข้าซื้อดังกล่าวจะได้รับการยอมรับในหลายประเทศแล้วก็ตาม ซึ่งบลูมเบิร์กอธิบายกรณีนี้ว่า เนื่องจากเกาหลีใต้หวังจะได้รับการผ่อนปรนข้อบังคับบางอย่างในสิทธิบัตรของโนเกีย

กฎหมายต่อต้านการผูกขาดผ่านสิทธิบัตรแพร่หลายไปทั่วโลก เช่นในบราซิลและอินเดีย ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ คาดว่าจะมีการนำกฎหมายต่อต้านการผูกขาดมาใช้ในเร็วๆ นี้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้

แบรดลีย์ หลิว นักกฎหมายด้านการต่อต้านการผูกขาดตลาด ของมอร์ริสัน แอนด์ โฟเอสเตอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายรายใหญ่ในสหรัฐ แสดงความเห็นว่า ประเด็นสิทธิบัตรจะไม่เป็นความขัดแย้งเลยสำหรับในโลกตะวันตก แต่สำหรับในโลกตะวันออก รัฐบาลมองประเด็นดังกล่าวต่างออกไป โดยมีพื้นฐานของมุมมองอยู่บนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าสิทธิบัตรเป็นตัวขัดขวางมากกว่าตัวกระตุ้นความก้าวหน้าของนวัตกรรม

กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนในการฟ้องร้องระหว่างแอปเปิ้ลกับซัมซุง โดยศาลของสหรัฐตัดสินว่า แอปเปิ้ลไม่สามารถบังคับซัมซุงเอาลูกเล่นออกจากสมาร์ทโฟนได้ ขณะที่ในจีนและเกาหลีใต้บังคับให้แอปเปิ้ลต้องอนุญาตให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนให้แอปเปิ้ลในจีนใช้ลิขสิทธิ์ของแอปเปิ้ลได้

ทั้งนี้ ในมุมมองของซีกโลกตะวันตกนับเป็นเรื่องปกติที่ผู้ประดิษฐ์นวัตกรรมควรเป็นผู้กำหนดได้ว่าผู้ใดจะได้สิทธิในการใช้สิทธิบัตรของตน

ดังนั้น สำหรับในแดนมังกรและแดนโสมขาวที่เพิ่งมีการนำกฎหมายสิทธิบัตรมาใช้อย่างจริงจังหลังโลกตะวันตกเกือบ 100 ปี การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลมากกว่าบรรทัดฐานทางสังคม

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจากซีกโลกตะวันตก อย่างไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล หรือแม้แต่อินเทล ก็เป็นผู้สนับสนุนให้มีการปล่อยสิทธิบัตรบางอย่างให้เป็นของสาธารณะเช่นกัน เพื่อที่ตนจะได้แบกรับต้นทุนด้านสิทธิบัตรลดลงเช่นกัน

แน่นอนว่าการหนุนหลังจากรัฐบาลจะช่วยให้ธุรกิจสมาร์ทโฟนของเอเชียผงาดในตลาดโลกได้ไม่น้อยทีเดียว อย่างไรก็ตามการใช้กฎหมายสิทธิบัตรมาอุ้มธุรกิจในประเทศมากเกินไปก็อาจจะเป็นการบ่อนทำลายการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่นกัน สงครามสิทธิบัตรสมาร์ทโฟนจึงเป็นศึกที่แต่ละฝ่ายต้องเดินหมากอย่างรอบคอบ ซึ่งน่าจับตาดูไม่น้อยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69