posttoday
เอสเอ็มอีโคม่า รัฐบาลช่วยช้า

เอสเอ็มอีโคม่า รัฐบาลช่วยช้า

27 พฤษภาคม 2558

แม้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  จะชูเรื่องช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นวาระแห่งชาติ และรัฐบาลได้ออกมาตรการชุดออกมาเพื่อช่วยเหลือ แต่การทำงานที่ขาดการประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้จนถึงขณะนี้ลูกค้าที่เหมือนคนป่วยกำลังรอความช่วยเหลือเริ่มมีอาการโคม่า

แม้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  จะชูเรื่องช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นวาระแห่งชาติ และรัฐบาลได้ออกมาตรการชุดออกมาเพื่อช่วยเหลือ แต่การทำงานที่ขาดการประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้จนถึงขณะนี้ลูกค้าที่เหมือนคนป่วยกำลังรอความช่วยเหลือเริ่มมีอาการโคม่า

ภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาไม่ขยายตัว เงินไม่หมุน หนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ช่วงที่เหลือหลังจากนี้ต้องจับตาว่า จะเกิดภาวะเอสเอ็มอีล้มตายไปอีกสักกี่ราย หลังจากปี 2557 มีการยกเลิกกิจการไป 18,968 ราย เพิ่มขึ้น 8.79% คิดเป็นทุนจดทะเบียนของกิจการที่ยกเลิก 75,977 ล้านบาท

จากการสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยล่าสุด พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว โดย 50.8%  เห็นว่าเศรษฐกิจจะทรงตัว และอีก 23.42% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง ที่เหลืออีก 22.06% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น โดยผู้ประกอบการเสนอให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือด้านเงินทุนและสินเชื่อ กระตุ้นการลงทุน ทบทวนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะยิ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น  

สอดคล้องกับเหตุผลที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เสียงข้างมากตัดสินใจลดดอกเบี้ยอีก 0.25% เหลือ 1.5% ก่อนหน้านี้ ที่เห็นว่าการบริโภคยังชะลอตัว หนี้ครัวเรือนยังมีสัดส่วนที่สูง ราคาสินค้าไม่ขยับ สินค้าที่ผลิตในสต๊อกยังระบายไม่ออก การส่งออกยังไม่ขยายตัว ทำให้เสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด

ด้านมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ 4 สัญญาณที่สะท้อนสุขภาพที่ย่ำแย่ของเอสเอ็มอีในไตรมาสแรกปีนี้ คือ 1.ยอดขายและรายได้มีแนวโน้มลดต่ำลง โดยส่วนใหญ่ 53.8% มองว่าหากยอดขายทั้ง
ปีนี้จะโตขึ้นก็อยู่ในระดับ 0-5%

สัญญาณที่ 2 คือ ปัญหาขาดสภาพคล่องมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดย 31.6% เห็นว่าแนวโน้มสภาพคล่องจะแย่ลงอีก และมีเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง เคยขาดส่งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาถึง 20.3% สัญญาณที่ 3 ภาระหนี้สินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และ 4.ยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม สัญญาณของปัญหาดังกล่าว ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญเกิดจากนโยบายภาครัฐที่ส่งสัญญาณไม่ชัดเจน มีการดองโครงการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี 10 มาตรการ ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ทำคลอดออกมา

โดยเฉพาะ 2 โครงการสำคัญที่ถูกดองไว้ที่กระทรวงการคลัง เพราะต้องรออนุมัติการตั้งงบเพื่อชดเชยดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ได้แก่ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่เสนอให้กระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ย 3% เพื่อจะได้ปล่อยกู้ผู้ประกอบการ 4% หรือคิดเป็นเงินที่ต้องชดเชยปีละ 450 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี และโครงการให้รัฐรับภาระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ปีแรกอีก 5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ยังมีอีก 8 มาตรการที่ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด โดยบางเรื่องได้รับการอนุมัติแล้ว เช่น ให้เอสเอ็มอีแบงก์ขยายวงเงินปล่อยกู้ต่อรายจากเดิม
ไม่เกิน 15 ล้านบาท เป็น 30 ล้านบาท แต่ก็ต่ำกว่าที่เสนอขอไป 50 ล้านบาท ทำให้ลูกหนี้ที่ขอสินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาท ยอดวงเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องหนีไปขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารพาณิชย์ เพราะทนขาดสภาพคล่องไม่ไหว

ขณะที่โครงการกองทุนร่วมทุน หรือเวนเจอร์แคปปิตอล ที่รัฐบาลจะร่วมกับเอกชน วงเงิน 1-2.5 หมื่นล้านบาท เอสเอ็มอีแบงก์ก็ถูกบีบให้ควักทุนตัวเอง 500 ล้านบาท มาประเดิมทำโครงการให้รัฐบาลก่อน นอกจากนี้ ซูเปอร์บอร์ดยังไม่ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้เอสเอ็มอีแบงก์ยังไม่ได้รับเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 2,000 ล้านบาท ตามที่เคยตกลงกันไว้ จึงขยายสินเชื่อได้ไม่เต็มที่เพราะทุนไม่พอ

สำหรับโครงการที่ยังไม่มีการอนุมัติ คือการปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีที่มีประวัติแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร โครงการ Machine Fund เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเอสเอ็มอี การชะลอการโอนอำนาจจากกระทรวงการคลังไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับแบงก์รัฐ การทบทวนตัวชี้วัดแบงก์รัฐให้สอดรับกับพันธกิจแทนการวัดจากผลกำไร การจัดตั้งเว็บไซต์เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าในประเทศและกลุ่มอาเซียน และโครงการศูนย์ให้บริการธุรกิจเอสเอ็มอีครบวงจร        

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กกร. ที่ขอให้กระทรวงการคลังขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. จาก 18% เป็น 30% เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ

นอกจากธนาคารรัฐจะปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องได้ไม่เต็มที่ ธนาคารพาณิชย์เองก็มีภาระต้องดูแลเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าเก่าของตัวเองไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย ทั้งการขยายระยะเวลาการชำระเงินกู้ ลดดอกเบี้ย โดยไม่สามารถรุกปล่อยสินเชื่อใหม่ หรือให้สภาพคล่องกับเอสเอ็มอีที่มีปัญหาได้

เห็นได้จากธนาคารกสิกรไทย ที่ยอมรับว่าไตรมาสแรกต้องเข้าไปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ 10,115 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 5.2 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อที่ปล่อยได้เพิ่มขึ้น 6.4 หมื่นล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 2 ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้เท่ากับไตรมาสแรก

เรื่องการดูแลช่วยเหลือเอสเอ็มอี ถือเป็นนโยบายสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยล่าสุด กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่า จะเร่งสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีด้วยการขยายผลโครงการที่ปรึกษาเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค ตั้งเป้าหมายการพัฒนาผู้ประกอบการ 1.3 หมื่นราย โดยรัฐจะร่วมมือกับภาคเอกชน และร่วมสนับสนุนงบประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้ ทั้งการเพิ่มกำไร ลดต้นทุน ช่วยเพิ่มการลงทุน การจ้างงาน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ภายใน 6 ปี

นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งกองทุน จะระดมเงินร่วมลงทุนในลักษณะฟันด์ ออฟ ฟันด์ส (Fund of Funds) ผ่านกองทุนร่วมลงทุนที่จัดตั้งโดยมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในเชิงธุรกิจ เป็นต้น

จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า โครงการสวยหรูที่ภาครัฐมีแนวคิดจะดำเนินการ หรือตั้งโครงการออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานั้น มีโครงการอะไรที่ได้ทำให้เกิดขึ้น และเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้วบ้าง

ขณะที่ความต้องการที่สำคัญและเป็นพื้นฐานของผู้ประกอบการ คือ การเข้าถึงแหล่งเงินนั้น ภาครัฐยังไม่สามารถเข้าไปช่วยขับเคลื่อน หรืออย่างน้อยเพิ่มการค้ำประกัน เพื่อลดความเสี่ยง สร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินในการปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีได้

สภาพการพูดถึงนโยบายและความตั้งใจ แต่ไม่สามารถทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สุดท้าย เอสเอ็มอีที่ไม่แข็งแรง สายป่านไม่ยาวพอก็อยู่ไม่รอด ต้องปิดกิจการลง กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจต่อเนื่องพันกันเป็นลูกโซ่ต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ