
ส่งออกดีกว่าที่คาด
สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยยอดการส่งออกของไทยในเดือน เม.ย. ว่า มีมูลค่า 1.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดการส่งออกของประเทศในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 70,265 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.99%
สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยยอดการส่งออกของไทยในเดือน เม.ย. ว่า มีมูลค่า 1.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดการส่งออกของประเทศในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 70,265 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.99%
ขณะที่การนำเข้าในเดือน เม.ย. มีมูลค่า 17,423 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.84% และในระยะ 4 เดือนแรก มีมูลค่านำเข้ารวม 69,359 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.53%
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมทั้งจากแผนเร่งรัดการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่จะส่งทีมไปบุกตลาดถึง 25 คณะ ภายใน 6 เดือนนี้ ทำให้มั่นใจว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มกลับมาเติบโตเป็นบวกได้ภายใน 1-2 เดือน และ น่าจะผลักดันให้สามารถส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ยอดส่งออกรวม ปลายปีเติบโตได้ 1.2%
สำหรับรายละเอียดการส่งออก พบว่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรยังหดตัวตามทิศทางราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดลง 3.9% สินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น ยางพาราลด 25.9% ทูน่ากระป๋องลด 10.6% ข้าวลด 2.9% แต่ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 0.3% สินค้าที่ลดลงส่วนใหญ่ยังคงเป็นน้ำมันสำเร็จรูปลด 16.8% และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทั้งเคมีภัณฑ์ลด 22.2% เม็ดพลาสติกลด 13%
ขณะที่แผงวงจรไฟฟ้าส่งออกเพิ่มขึ้น 20% รถยนต์และส่วนประกอบเพิ่ม 9% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ เพิ่ม 8.5% และคอมพิวเตอร์เพิ่ม 2.3% รวมถึงทองคำที่เดือนนี้ส่งออกเพิ่มขึ้นมากถึง 133% หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการนำเข้ามาเพื่อเก็งกำไร
ตลาดส่งออกสำคัญ พบว่าตลาดหลักส่งออกเพิ่ม 0.9% โดยสหรัฐส่งออกเพิ่ม 8.4% เว้นสหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ส่งออกลด 3.5% ญี่ปุ่นลด 3% ตลาดศักยภาพสูงส่งออกลดลง 3% ตลาดที่ส่งออกลดลง เช่น อาเซียนเดิม (5 ประเทศ) ลด 11.6% เกาหลีใต้ลด 15.1% ไต้หวันลด 6.2%
ตลาดที่ส่งออกกลับมาเพิ่มขึ้น เช่น จีนเพิ่ม 1.1% อินเดียเพิ่ม 5.7% ตลาดซีแอลเอ็มวีเพิ่ม 3.5% ตลาดศักยภาพรองส่งออกลด 3.6% เช่น ตะวันออกกลางลด 20% รัสเซียและซีไอเอสลด 43.7% แอฟริกาลด 2.5% เป็นต้น ส่วนตลาดอื่นๆ เพิ่ม 12.4% เช่น สวิตเซอร์แลนด์เพิ่ม 193.1%
นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต กล่าวว่า การส่งออกในเดือน เม.ย. ถือว่าดีกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นคาดไว้ว่าจะลดลงประมาณ 3.3%
ขณะที่ ประกิต สิริวัฒนเกตุ นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า สถานการณ์การส่งออกของไทย แม้จะยังคงหดตัว แต่ก็เป็นไปในอัตราที่ลดลง ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้ในส่วนของฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ยังคงเป้าการส่งออกสินค้าปี 2558 ไว้ที่ 0.5% และปรับลดการนำเข้าสินค้าเหลือ 1.7% และทำให้คาดว่าจีดีพีของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2.5%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาส 2 มีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยผลักดันให้ การส่งออกไทยทั้งปีกลับมาขยายตัว แม้ว่าเดือน เม.ย. มูลค่าการส่งออกไทยมีทิศทางหดตัวน้อยลง ประกอบกับเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าลงหลังจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะช่วยพยุงการส่งออกในระยะต่อไป
อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายปัจจัยที่กดดันการส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกและราคาสินค้าเกษตรที่จะยังคงอยู่ในระดับต่ำ การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป การถูกตัดสิทธิพิเศษจีเอสพีใน ทุกหมวดสินค้าจากสหภาพยุโรป และประเด็นการทำประมงผิดกฎหมายของไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และการย้ายฐานการผลิตโทรทัศน์ไปยังเวียดนาม
ปัจจัยเหล่านี้จะกดดันให้การส่งออกไทยในปีนี้มีโอกาสหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ราว 1.3%







