
สหรัฐส่อซึมยาว น้ำมันถูกไร้ผลฉุดศก.
หากว่ากันตามทฤษฎีภาวะน้ำมันราคาถูกนับเป็นยากระตุ้นเศรษฐกิจชั้นเยี่ยม เทียบเท่าได้กับการปรับลดภาษีทางอ้อมเลยทีเดียว โดยจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยให้ฟื้นตัวจากความซบเซา
หากว่ากันตามทฤษฎีภาวะน้ำมันราคาถูกนับเป็นยากระตุ้นเศรษฐกิจชั้นเยี่ยม เทียบเท่าได้กับการปรับลดภาษีทางอ้อมเลยทีเดียว โดยจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยให้ฟื้นตัวจากความซบเซา
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐก็เช่นกัน นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาวะที่ราคาน้ำมันดิ่งตัวลงมากกว่า 50% ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 ที่ผ่านมา จะช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐให้พ้นจากความซบเซา
ข้อมูลจาก บิซิเนส อินไซเดอร์ ระบุว่า ในปัจจุบันราคาน้ำมันตามป้ายของสถานีบริการอยู่ที่ราว 2.74 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ราว 22.26 บาท/ลิตร) ซึ่งปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 1 เหรียญสหรัฐ โดยก่อนหน้านั้นเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.03 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ราว 16.49 บาท/ลิตร) เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี
แม้กระทั้ง เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังเคยกล่าวไว้เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ว่า “ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ดีต่อครัวเรือนอย่างแน่นอน เหมือนกับการปรับลดการเก็บภาษีที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้สูงขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา กลับเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะเดียวกันอัตราการใช้จ่ายของการบริโภคภายในประเทศยังนิ่งสนิท
ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เงื่อนไขราคาน้ำมันถูกกับการกระตุ้นการบริโภคไม่สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ของเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปของโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐเอง
ปัจจัยที่ทำให้ภาวะราคาน้ำมันถูกในปัจจุบันนั้นเกิดการที่ภาคเอกชนสหรัฐเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) กันมากขึ้น จนทำให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดจนราคาน้ำมันตกอย่างที่เห็น โดยความรุ่งเรืองของเชลออยล์เริ่มต้นขึ้นเมื่อราวปี 2008 เมื่อสัดส่วนการผลิตน้ำมันในสหรัฐกว่า 75% และการผลิตก๊าซธรรมชาติกว่า 30% เกิดขึ้นบนแผ่นดินเมืองลุงแซม จนส่งผลให้สหรัฐเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันสูงที่สุดในโลก
จิม เบิร์กฮาร์ด จากไอเอชเอส ผู้ให้บริการข้อมูลและวิเคราะห์สำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ประเมินว่า บริษัทน้ำมันในสหรัฐและแคนาดาต่างเพิ่มการลงทุนในเชลออยล์จาก 9.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.185 ล้านล้านบาท) ในปี 2005 เป็น 3.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11.79 ล้านล้านบาท) ในปี 2014 และเพิ่มตำแหน่งงานใหม่เกือบ 2 เท่า เป็นจำนวน 5.37 แสนตำแหน่ง ส่งผลให้การผลิตน้ำมันก้าวขึ้นมามีสัดส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐถึง 2% จากเดิมที่น้อยกว่า 1% ในช่วงปี 2000
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลังงานยังถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐที่ก่อให้เกิดการจ้างหลายตำแหน่งและเป็นแหล่งของการลงทุนมหาศาลที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็กเพื่อ
นำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำมัน อุตสาหกรรมก่อสร้าง ขณะที่ร้านอาหารและการบริการขยายตัวไปยังแหล่งที่มีการขุดพบ
เชลออยล์แหล่งใหม่ๆ ในรัฐนอร์ทดาโคตา และเพนซิลเวเนีย
อย่างไรก็ตาม จุดพลิกผันกลับเกิดขึ้นเมื่อการผลิตเชลออยส์มีต้นทุนที่สูงดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันโลกดิ่งตัวลงมากถึง 50% ทำให้สัดส่วนกำไรของธุรกิจพลังงานลดลง จนเกิดภาวะถดถอยในอุตสาหกรรมส่วนนี้
จนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมามีรายงานว่า ผู้ผลิตน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐตัดสินใจปรับลดการเปิดแหล่งขุดเจาะแหล่งใหม่ๆ โดย เบเกอร์ ฮิวจ์ส ธุรกิจผู้ให้บริการข้อมูลด้านแหล่งขุดเจาะน้ำมันคาดการณ์ว่า สัดส่วนการขุดเจาะน้ำมันเมื่อไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว อาจปรับตัวลดลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ผลกระทบจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันจึงกระจายต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวของอีกด้วย เช่น โรงงานเหล็กบางแห่ง อย่าง ยูเอส สตีล ต้องปิดตัวลงชั่วคราวเนื่องจากความต้องการท่อเหล็กสำหรับการส่งน้ำมันมีน้อยลง มีการชะลอแผนการตั้งโรงงานใหม่และปรับลดแผนการใช้จ่าย สอดรับกับรายงานจากวอชิงตันที่ระบุว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ขุดเจาะปรับตัวลดลงกว่า 50% เมื่อไตรมาส แรกที่ผ่านมา และปรับลดจีดีพีลงราว 1%
ด้าน โกลด์แมน แซคส์ ซึ่งประเมินในด้านตลาดแรงงานว่า การปรับลดตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมพลังงาน 1 ตำแหน่ง จะทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องปลดคนงาน 3 ตำแหน่ง โดยขณะนี้ในเทกซัสซึ่งเป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่มีการปรับลดตำแหน่งงานไปแล้ว 2.54 หมื่นตำแหน่ง เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ดังนั้น เมื่ออุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐอยู่ในภาวะถดถอย จึงเป็นการฉุดเศรษฐกิจทั้งระบบให้ชะงักตามไปด้วยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา จนมีสัดส่วนในการเติบโตราว 0.2% เท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยจากภาวะฤดูหนาวที่ผิดปกติและการจลาจลปิดท่าเรือตลอดทั่วชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ภาวะราคาน้ำมันถูกไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐทำให้ไม่กล้าใช้จ่ายมากนัก และหลายส่วนยังเชื่อว่าภาวะราคาน้ำมันขาลงเป็นความเคลื่อนไหวชั่วคราวเท่านั้น
ดังนั้น แม้น้ำมันราคาถูกจะช่วยประหยัดรายจ่ายของครัวเรือนได้ราว 675 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.16 หมื่นบาท) ก็ตาม แต่เม็ดเงินที่เพิ่มมากลับถูกนำออกไปเก็บเพื่ออนาคตมากกว่าการนำมาใช้จ่าย
ยืนยันได้จากอัตราการใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นมา 1.9% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโตถึง 4.4% ขณะที่อัตราการเก็บออมของชาวเมืองลุงแซมปรับตัวอยู่ที่จุดสูงสุดมามากกว่า 2 ปีแล้ว จน วอลมาร์ท เครือข่ายห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ออกโรงระบุว่า ยอดขายของวอลมาร์ทแทบไม่ได้รับอานิสงส์จากภาวะน้ำมันราคาถูกเลย
นับเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า เงื่อนไขที่ว่าราคาน้ำมันถูกจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจนั้นใช้ไม่ได้กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปัจจุบัน เนื่องจากราคาน้ำมันถูกกลับไปทำให้อุตสาหกรรมพลังงานที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังไม่เชื่อมั่นในการบริโภคอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐเมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา เติบโตได้เพียง 0.2% เท่านั้น







