
อัดงบปี’59 โด๊ปเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2559 ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระแรกแบบฉลุยไร้เสียงไม่เห็นด้วย
จุดเด่นของงบประมาณปี 2559 ถือเป็นการทำงบประมาณที่มากสุดที่เคยมีมา วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาท สูงกว่างบประมาณปีก่อนหน้าถึง 1.45 แสนล้านบาท หรือ 5.6% เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท เทียบกับการขาดดุลงบประมาณปี 2558 อยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท เป็นการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 60% เพราะต้องการเติมเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
ที่สำคัญงบประมาณปี 2559 มีการตั้งงบลงทุนสูงถึง 5.4 แสนล้านบาท หรือ 20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย หลังจากที่งบลงทุนของประเทศต่ำกว่า 20% มาหลายปี ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นอุปสรรคในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
การตั้งงบลงทุนจำนวนมากยังมีเหตุผลให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงท้ายของปีนี้และปีหน้าให้ขยายตัวได้สูงอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายการขยายตัวปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3.7% และปีหน้าให้ขยายตัวได้มากกว่าปีนี้
เหตุผลที่เม็ดเงินการลงทุนต้องเป็นพระเอกของเศรษฐกิจในขณะนี้ เพราะเครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ยังมีปัญหาพึ่งได้ไม่มากทั้งปีนี้และปีหน้า
ปัญหาหนักที่สุดคือการส่งออกของไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้มาก กระทรวงพาณิชย์ลดเป้าการส่งออกปีนี้จาก 4% เหลือ 1.4% ต่อปี แต่กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 0-0.2%
หนักไปกว่านั้น คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าการส่งออกของไทยโคม่าถึงขั้นเสี่ยงติดลบ ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% หวังกระตุ้นการลงทุนการบริโภคมากขึ้น
พร้อมๆ กันนี้ ธปท.ยังออกมาตรการส่งเสริมให้นำเงินออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้น โดยหวังผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าช่วยภาคการส่งออกของไทยอีกแรง ซึ่งเบื้องต้นได้ผลระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะการส่งออกของไทยผลกระทบหลักมาจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกของไทยยังหดตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกประเทศในโลกประสบปัญหาเหมือนกัน
ขณะที่การบริโภคที่เริ่มฟื้นตัว การลงทุนเริ่มขยับมากขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่กลับมาสดใส แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะชดเชยมูลค่าการส่งออกของไทยที่หายไป
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงต้องพึ่งการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากการลงทุนของภาครัฐ เพื่อเติมเม็ดเงินให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วและมากที่สุด เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมา
ที่ผ่านมามาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ในส่วนของงบลงทุน 4.4 แสนล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ดี เห็นได้จากเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ สศช.ประกาศออกมาขยายตัวได้ 3% เพราะมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนได้กว่า 30% และทั้งปีคาดว่างบลงทุนจะเบิกจ่ายได้ถึง 80% มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งมาตรการเร่งเบิกจ่ายแบบเชิงรุกของกรมบัญชีกลางมีการตั้งทีมให้อธิบดีและรองอธิบดีแบ่งกันดูหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายสูงๆ โดยจะเข้าไปประชุมติดตามแก้ปัญหาการเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นทาง เพราะรู้ว่าหากการเบิกจ่ายทำได้ช้าเบิกได้น้อยเศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้
แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น แต่การใช้นโยบายการคลังในเรื่องของการเบิกจ่ายก็ยังต้องเดินหน้าเต็มกำลังลดคันเร่งไม่ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอยู่ชะงักและอ่อนแอรอบใหม่ เพราะนโยบายการเงินของ ธปท.คงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตได้อีกไม่มาก เห็นได้จากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา แบงก์พาณิชย์ต่างๆ ก็ลดดอกเบี้ยเงินกู้ช้าไม่ได้เร็วอย่างที่คาดไว้
นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะถึงทางตันทำได้อีกไม่มาก เพราะหากลดดอกเบี้ยนโยบายมากไปกว่านี้ก็อาจจะกระทบกับการออมและผู้ต้องอาศัยดอกเบี้ยจากเงินฝากดำรงชีพจะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา
แค่ที่ผ่านมา กนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทางกระทรวงการคลังยังต้องขอให้แบงก์รัฐคงดอกเบี้ยเงินฝาก และหากเป็นไปได้ให้เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ฝากเงินที่มีค่าครองชีพมากขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้คลังก็ขอให้ลดให้เร็วและมากสุด
ทำให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น และยิ่งชั่งน้ำหนักให้ละเอียดชักเริ่มได้ไม่คุ้มเสีย นอกจากนี้การลดดอกเบี้ยก็ไม่ได้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดีก็กลัวปล่อยกู้แล้วกลับมาเป็นหนี้เสียสร้างปัญหาฐานะให้กับธนาคาร
ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งเงินเบิกจ่ายของภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการได้ผลจากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของงบประมาณปี 2558 รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนพิเศษ ทั้งจากโครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 หมื่นล้านบาท และงบลงทุนซ่อมสร้างถนน และบริหารจัดการน้ำ 4 หมื่นล้านบาท ก็เร่งเบิกจ่ายให้หมดภายใน 1 ปี เพื่อดันเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าเป็นสำคัญ
สำหรับงบลงทุนปี 2559 การมีงบลงทุนสูงถึง 5.4 แสนล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเติมเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงปลายปีหน้า ซึ่งรัฐบาลมีการสั่งเตรียมพร้อมตั้งแต่งบประมาณยังไม่ผ่าน โดยให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการประมูลโครงการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า และมีเงื่อนไขว่าสัญญาจะมีผลบังคับใช้เมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2559 มีผลบังคับใช้ ทำให้งบประมาณจ่ายก็เบิกเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที
ทั้งนี้ หากเป็นไปตามเป้าหมาย การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าก็ขยายตัวได้สวยตามที่วาดหวังไว้
อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนเป็นงานหินไม่ใช่หมู ปีงบประมาณ 2558 ก็ได้ใช้มาตรการให้ทำสัญญาก่อนล่วงหน้า แต่ปรากฏว่าการเบิกจ่ายงบประมาณไตรมาสแรกไม่ขยับ กว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ก็กินเข้าไปไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ ที่สำคัญงบประมาณลงทุนที่ตั้งไว้ถึงเบิกจ่ายได้ 80% แต่ก็มีอีก 20% หรือเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่เบิกจ่ายไม่ได้
นั่นหมายความว่างบประมาณปี 2559 หากยังแก้ไขการเบิกจ่ายงบลงทุนไตรมาสแรกของปีงบประมาณล่าช้าไม่ได้ การขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็อาจจะมีปัญหาไม่ได้ดีเหมือนที่วางแผนไว้
นอกจากนี้ หากการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2559 เบิกจ่ายได้ 80% ก็เท่ากับว่ามีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแค่ 3.6 แสนล้านบาทเท่านั้น ไม่ได้ 5.4 แสนล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ ซึ่งการเบิกจ่ายได้สูงแต่ไม่ได้ทั้งหมดก็ย่อมทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังตกลง
การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 โดยเฉพาะงบลงทุนจึงเป็นปัจจัยสำคัญชี้เป็นชี้ตายว่าเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะสดใสแค่ไหน จะเป็นยาโด๊ปหรือเป็นยาขมเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ฝีมือของรัฐบาลว่าจะทำได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาแค่ไหน







